ครั้นในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดเป็นเศรษฐีบุตร ในพระนครสาวัตถี ได้มีนามว่า " อาตุมะ" เมื่อท่านเจริญวัยแล้ว มารดาปรึกษากับหมู่ญาติว่า พวกเราจักนำภรรยามาให้บุตรของเรา เขาพิจารณาใคร่ครวญดูเหตุนั้นแล้ว อันเหตุสมบัติทักท้วงไว้ จึงคิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครองเรือนแก่เรา เราจักบวชในบัดนี้แหละ ดังนี้แล้ว ไปยังสำนักของภิกษุทั้งหลายบวชแล้ว. มารดามีความประสงค์จะยังท่านผู้แม้บวชแล้วให้สึก เล้าโลมโดยนัยต่าง ๆ. ท่านไม่ยอมให้โอกาสแก่มารดา เมื่อจะประกาศอัธยาศัยของตน ได้กล่าวคาถาว่า
คนหนุ่มเหมือนหน่อไม้มียอดอันงอกงาม เจริญ
ด้วยกิ่งก้านโดยรอบ ย่อมเป็นของที่บุคคลขุดขึ้นได้
โดยยาก ฉันใด เมื่อโยมมารดานำภรรยามาให้อาตมา
แล้ว ถ้าอาตมามีบุตรหรือธิดาขึ้น ก็ยากที่จะถอนตน
ขึ้นออกบวชได้ ฉันนั้น เพราะฉะนั้น อาตมาจึงไม่
ยินยอม บวชแล้ว ในบัดนี้ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กฬีโร แปลว่า หน่อไม้. แต่ในคาถานี้ หมายเอาหน่อคือเชื้อสาย.
บทว่า สุสุ แปลว่า คนหนุ่ม.
บทว่า วฑฺฒิตคฺโค ความว่า มีกิ่งก้านเจริญงอกงาม.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สุสุวฑฺฒิตคฺโค ความว่า แผ่กิ่งก้านสาขา ออกไปด้วยดี คือ มีใบและกิ่งเกิดแล้ว.
บทว่า ทุนฺนิกฺขโม ความว่า ไม่สามารถเพื่อจะถอน คือนำออก
จากกอไผ่ได้. บทว่า ปสาขชาโต ความว่า มีกิ่งเล็กกิ่งใหญ่เกิดแล้ว คือ
แม้แต่ละกิ่ง ก็เกิดกิ่งเล็ก ๆ ขึ้นทุก ๆ ปล้อง.