ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ-เถรคาถา-เถรีคาถา
ฉบับ มมร. · เล่ม ๕๒ · หน้า ๑๕๓ · ข้อ 347
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

มีอานุภาพมาก ก็ยัง (มีมิจฉาวิตก) เป็นไปอย่างนี้ว่า ยังไม่เป็นพระ- อรหันต์เหมือนเรา ก็ทรงรอความแก่กล้าของญาณจึงทรงวางเฉย ภายหลัง ทรงทำน้ำให้แห้งโดยรอบ ๆ ตรงกลางแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จจงกรมที่พื้น อันฟุ้งด้วยละอองธุลี แล้วประทับยืนในเรือที่ชฎิลนั้นนำมา แม้ในกาลนั้น ก็ทรงรู้ความดำริผิดที่เราคิดมีอาทิว่า เป็นผู้มีฤทธิ์ ดังนี้ ก็ยังประกาศว่า ยังไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเรา.

บทว่า โจเทสิ นรสารถี ความว่า ในกาลนั้น พระศาสดาผู้เป็น สารถีฝึกบุรุษทรงทราบความแก่กล้าแห่งญาณของเราแล้ว จึงทรงทักท้วง คือข่มเรา โดยนัยมีอาทิว่า ท่านยังไม่เป็นพระอรหันต์เลย ดังนี้.

บทว่า ตโต เม อาสิ สํเวโค อพฺภุโต โลมหํสโน ความว่า แต่นั้น คือเพราะการทักท้วงตามที่กล่าวแล้ว เป็นเหตุเกิดความสลดใจ คือ เกิดญาณความรู้พร้อมทั้งความเกรงกลัวบาปอันชื่อว่าไม่เคยเป็น เพราะไม่ เคยมีมาก่อนตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ชื่อว่าชนลุกชูชัน เพราะเป็นไป โดยอำนาจขนพองสยองเกล้า ได้มีแก่เราว่า เราไม่ได้เป็นพระอรหันต์เลย สำคัญว่าเป็นพระอรหันต์.

บทว่า ชฏิลสฺส แปลว่า เป็นดาบส.

บทว่า สิทฺธิ ได้แก่ มั่งคั่งด้วยลาภสักการะ.

บทว่า ปริตฺติกา แปลว่า มีประมาณน้อย.

บทว่า ตาหํ ตัดเป็น ตํ อหํ.

บทว่า ตทา ได้แก่ ในเวลาเกิดความสลดใจ ด้วยการทักท้วง ของพระผู้มีพระภาคเจ้า.