ได้แก่ เป็นปกติของสัตว์ทั้งหลาย คือความตายย่อมมีแก่สัตว์ทั้งหลายที่ เกิดมาแล้ว จึงกล่าวว่า ความตายเนื่องด้วยความเกิดขึ้น.
บัดนี้ เพราะเพื่อจะทำการกำจัดความเศร้าโศกของพวกนางภิกษุณี แม้ผู้ที่มีจิตถูกความเศร้าโศกผูกพันแล้ว ฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวคำเป็น ต้นว่า น เหตทตฺถาย ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เหตทตฺถาย มตสฺส โหติ ความว่า ชีวิตที่จะเป็นประโยชน์ คือเป็นเครื่องหมายแห่งชีวิต ของตนที่ตายไปแล้ว การร้องไห้ เป็นประโยชน์แก่บุรุษเหล่าอื่นอันใด ข้อนั้นที่จะเป็นประโยชน์ แห่งชีวิต ของหมู่สัตว์ที่ตายไปแล้วนั้น ขอพักไว้ก่อน, เพราะไม่มี ประโยชน์แก่ใคร ๆ เลย, ก็คนเหล่าใด ย่อมพากันร้องไห้, การร้องไห้ถึง คนตาย คือมีคนตายเป็นเครื่องหมายของตนเหล่านั้น ย่อมไม่ทำให้เกิด ผล ไม่ทำให้เกิดความสรรเสริญ คือย่อมไม่นำเกียรติยศ และความ บริสุทธิ์ใจมาให้เลย.
บทว่า น วณฺณิตํ สมณพฺราหฺมเณหิ ได้แก่ แม้วิญญูชนจะ สรรเสริญก็ไม่มี คือโดยที่แท้ วิญญูชนจะติเตียนถ่ายเดียว.
พระเถระเมื่อจะแสดงว่า โทษของคนผู้ที่ร้องไห้อยู่ มิใช่จะมีเพียง อย่างเดียวเท่านั้น โดยที่แท้แม้นอกนี้ก็ยังมีอยู่ ดังนี้ จึงกล่าวคาถาว่า จกฺขุํ สรีรํ อุปหนฺติ ดังนี้เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อจะชักชวนนางภิกษุณี เหล่านั้น ในการเข้าไปหากัลยาณมิตร เพื่อป้องกันเสียซึ่งสิ่งไม่เป็น ประโยชน์มีความเศร้าโศกเป็นต้น จึงได้กล่าวคาถาสุดท้ายโดยใจความ เป็นต้นว่า ตสฺมา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะการร้องไห้