บทว่า คตี ได้แก่ ญาณคติ. บทว่า อาสิ ได้แก่อโหสิ แปลว่า ได้มีแล้ว.
บทว่า ปริภูโต ได้แก่ถูกดูหมิ่นจากพระพี่ชายนั้นนั่นแลว่า เป็น คนหลงลืม ไม่มีความรู้ ดังนี้.
บทว่า ปุเร ได้แก่ ในกาลก่อน คือในเวลาเป็นปุถุชน.
จ ศัพท์ ในบทว่า ภาตา จ นี้ เป็นสมุจจยัตถะ, ความว่า มิใช่ เราจะถูกดูหมิ่นอย่างเดียวเท่านั้น, โดยที่แท้แม้พระพี่ชายยังขับไล่เรา คือ ฉุดคร่าเราออกไปว่า ปันถก เธอเป็นคนโง่เขลา เห็นจะไม่มีเหตุ (ในการ ตรัสรู้), เพราะฉะนั้น เธอจึงไม่สามารถเพื่อจะทำกิจแห่งบรรพชิตให้ถึง ที่สุดได้, เธอไม่สมควรเพื่อพระศาสนานี้. บัดนี้ เธอจงไปสู่เรือนของ
คุณตาของเธอเถิด. บทว่า ภาตา ได้แก่พระพี่ชาย.
บทว่า โกฏฺเก ได้แก่ ใกล้ซุ้มประตู.
บทว่า ทุมฺมโน ได้แก่ถึงความโทมนัสใจ.
บทว่า สาสนสฺมึ อเปกฺขวา ได้แก่ ยังมีความอาลัยในพระศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือยังไม่ต้องการจะสึก.
บทว่า ภควา ตตฺถ อาคจฺฉิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ มีพระมนัสอันพระมหากรุณาคุณตักเตือนแล้ว เมื่อจะทรงอนุเคราะห์เรา จึงได้เสด็จมา ณ ที่ที่เรายืนอยู่. ก็แล ครั้นพระองค์เสด็จมาแล้ว ทรง ปลอบใจว่า ปันถกเอ๋ย เราเป็นศาสดาของเธอ, มหาปันถกไม่ใช่เป็น ศาสดาของเธอ, การบรรพชาของเธอ ก็มุ่งเพื่ออุทิศเรา ดังนี้ ทรงลูบ ศีรษะเรา คือเมื่อจะแสดงว่า จักเป็นลูกของเรา ณ บัดนี้ทีเดียว ดังนี้ จึงทรงลูบศีรษะเรา ด้วยฝ่าพระหัตถ์ อันมีรูปกงจักรเป็นเครื่องหมาย ซึ่ง