บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ธรรมคือสุจริต ๓
ประการ. บทว่า สมุจฺฉกํ ความว่า แม้ผู้ใดเที่ยวไปขออาหารดิบแล
สุกตามบ้านก็ตาม นำผลาผลมาแต่ป่าก็ตาม ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติธรรม
นั้นแล. บทว่า ทารญฺ จ โปสํ ความว่า อนึ่ง บุคคลผู้เลี้ยงบุตรและ
ภรรยาของตน. บทว่า ททํ อปฺปกสฺมึ ความว่า แม้เมื่อไทยธรรม
มีน้อย เมื่อเฉลี่ยให้แก่สมณะและพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ชื่อว่า
ประพฤติอยู่ซึ่งธรรม. บทว่า สตสหสฺสานํ สหสฺสยาคินํ ความว่า
ยัญที่คนตั้งแสนฆ่าสัตว์อื่นมาบูชาแก่คนที่ควรบูชาจำนวนพัน คือ เมื่อ อิสรชนตั้งแสนบูชาแก่คนที่ควรบูชาจำนวนพันอยู่.
บทว่า กลฺลํปิ มาคฺฆนฺติ ตถาวิธสฺส เต ความว่า อิสรภาพ นับตั้งแสนนั้น คือ ยัญที่บูชาแก่คนที่ควรบูชาจำนวนพัน ย่อมไม่ถึง เสี้ยวที่ ๑๖ แห่งผลทานของทุคคตมนุษย์ ผู้ยังไทยธรรมให้เกิดขึ้นโดย ธรรมสม่ำเสมอให้อยู่.
ลำดับนั้น เศรษฐีได้กำหนดฟังถ้อยคำของปัญจสิขเทพบุตรแล้ว ที่นั้นเศรษฐีเมื่อจะถามถึงเหตุแห่งการบูชาอันไร้ผล กะปัญจสิขเทพบุตร นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :-
เพราะเหตุไร ยัญนี้ก็ไพบูลย์มีค่ามาก
จึงไม่เท่าค่าแห่งผลทานที่บุคคลให้โดยชอบ
ธรรมเล่า ? ไฉนอิสรภาพนับด้วยแสนของผู้
ที่บูชามากมายหลายพันนั้น จึงไม่เท่าแม้ส่วน