มหาวิภังค์ ภาค ๑
ฉบับ มมร. · เล่ม ๑ · หน้า ๗๙๐ · ข้อ 78
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

นี้ท่านกล่าวไว้ในบทว่า พุทฺธํ ปจฺจกฺขามิ ฉันใด, ในทุก ๆ บท ก็ควร ทราบวินิจฉัย ฉันนั้น. ก็เพราะสิกขาย่อมเป็นอันภิกษุบอกลาในกาลใด, ใน กาลนั้น แม้ภิกษุไม่กล่าวคำเป็นต้นว่า ยนฺนูนาหํ พุทฺธํ ปจฺจกฺเขยฺยํ ความเป็นผู้ทุรพล ก็ย่อมเป็นอันทำให้แจ้งแล้ว; เหตุฉะนั้น ในที่สุดแห่งบท แม้ทั้งหมด พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! ความทำให้แจ้ง ความเป็นผู้ทุรพล และสิกขาเป็นอันบอกลา ย่อมมีแม้ด้วยอาการอย่างนี้.

ถัดจาก ๑๔ บทนั้นไป ในบทว่า คิหีติ มํ ธาเรหิ นี้ มีวินิจฉัยดังนี้:- ถ้าว่าภิกษุผู้กระสันนั้นกล่าวว่า

คิหี ภวิสฺสามิข้าพเจ้าจักเป็นคฤหัสถ์ ดังนี้ก็ดี

คิหี โมมิ ข้าพเจ้าจะเป็นคฤหัสถ์ ดังนี้ก็ดี

คิหี ชาโตมฺหิข้าพเจ้าเกิดเป็นคฤหัสถ์แล้ว ดังนี้ก็ดี

คิหิมฺหิ ข้าพเจ้าย่อมเป็นคฤหัสถ์ ดังนี้ก็ดี สิกขา ย่อมเป็นอันไม่บอกลา ก็ถ้ากล่าวว่า

อชฺช ปฏฺาย คิหีติ มํตั้งแต่วันนี้ไป ขอท่านจงทรงจำข้าพเจ้า ธาเรหิ ว่าเป็นคฤหัสถ์ ดังนี้ก็ดี

อชฺช ปฏฺาย คิหีติ มํ ตั้งแต่วันนี้ไป ขอท่านจงรู้ ข้าพเจ้าว่า ชานาหิ เป็นคฤหัสถ์ ดังนี้ก็ดี

อชฺช ปฏฺาย คิหีติ มํ ตั้งแต่วันนี้ไป ขอท่านจงจำหมาย สญฺชานาหิ ข้าพเจ้าว่าเป็นคฤหัสถ์ ดังนี้ก็ดี

อชฺช ปฏฺาย คิหีติ มํตั้งแต่วันนี้ไป ขอท่านจงใฝ่ใจ ข้าพเจ้า มนสิกโรหิ ว่าเป็นคฤหัสถ์ ดังนี้ก็ดี หรือกล่าวโดย