เมื่อพระสัญชีวเถระ ออกจากสมาบัติแล้ว เหยียบย่ำ เดินไปบน ถ่านเพลิงปราศเปลวไฟเช่นดอกทองกวาว แม้สักว่าเปลวไฟก็ไม่ไหม้จีวร แม้สักว่าอาการแห่งไออุ่น ก็ไม่มี. เกจิอาจารย์ ย่อมกล่าวว่า นั้นชื่อว่า
ผลของสมาบัติ. ท่านหมายอย่างนี้แล จึงกล่าวว่า เมื่อภิกษุออกจากผลสมาบัติ
ลมอัสสาสปัสสาสะ ก็เป็นอัพโพหาริก เพราะเหตุนั้นนั่นพึงทราบว่า ท่าน กล่าวด้วยภวังคสมัยเท่านั้น.
บทว่า ตโต วจีสงฺขาโร ความว่า ต่อจากนั้น วจีสังขาร ย่อม
เกิดขึ้นในเวลาค้นหาความประพฤติที่สำเร็จด้วยกิริยา. ถามว่าภวังค์ ย่อม
ไม่ยังวิตกวิจารให้เกิดขึ้นหรือ ตอบว่า ให้เกิดขึ้น. แต่วิตกวิจารอันมีภวังค์ นั้นเป็นสมุฏฐาน ย่อมไม่สามารถเพื่อจะปรุงแต่งวาจาได้ ดังนั้น คำนั้น ท่านกล่าวด้วยเวลาค้นหาความประพฤติสำเร็จด้วยกิริยา.
ผัสสะ ๓ มีเป็นอาทิว่า สุญฺโต ผสฺโส พึงกล่าวโดยมีคุณบ้าง โดยอารมณ์บ้าง ผลสมาบัติ ชื่อว่า สุญฺตา โดยมีคุณก่อน ท่านกล่าวว่า สุญญผัสสะหมายถึง ผัสสะที่เกิดพร้อมด้วยผลสมาบัตินั้น แม้ในอนิมิตต- ผัสสะ และอัปปณิหิตผัสสะ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ส่วน นิพพาน ชื่อว่า สุญญะเพราะว่างจากกิเลสมีราคะเป็นต้น โดยอารมณ์ ชื่อว่าอนิมิต เพราะไม่มีราคนิมิต เป็นต้น ชื่อว่า อัปปณิ- หตะ เพราะไม่มัที่ตั้งแห่งราคะ โทสะและโมหะ. การถูกต้องในผลสมาบัติ อันเกิดขึ้น ชื่อว่าสุญญตะ เพราะทำสุญญตนิพพานให้เป็นอารมณ์. ใน อนิมิตตะและอัปปณิหิตะ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.