สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค
ฉบับ มมร. · เล่ม ๒๙ · หน้า ๓๑๗ · ข้อ 800
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

สังโยชน์ทิ้งเสียแล้ว ทำที่สุดแห่งทุกข์แล้วเพราะได้บรรลุเหตุที่ละมานะได้ โดยชอบ ดังนี้ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้านั้น มีความเคลือบแคลง สงสัยแท้ว่า อย่างไร ๆ พระสมณโคดมก็ต้องทรงรู้ธรรมอันบุคคลพึงรู้ยิ่ง

[๘๐๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนวัจฉะ จริงทีเดียว ควรที่ท่านจะสงสัยเคลือบแคลงใจ ความเคลือบแคลงเกิดขึ้นแล้วแก่ท่าน ในฐานะที่ควรสงสัย ดูก่อนวัจฉะ เราย่อมบัญญัติความเกิดขึ้นแก่คนที่ยัง มีอุปาทานเท่านั้น หาบัญญัติแก่คนที่หาอุปาทานมิได้ไม่ ดูก่อนวัจฉะ ไฟมีเชื้อจึงลุกโพลง ไม่มีเชื้อหาลุกโพลงไม่แม้ฉันใด ดูก่อนวัจฉะ เราก็ ย่อมบัญญัติความเกิดขึ้นแก่คนที่ยังมีอุปาทาน หาบัญญัติแก่คนที่หาอุปาทาน มิได้ไม่ ฉันนั้นเหมือนกันแล.

ว. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญสมัยใด เปลวไฟถูกลมพัด ย่อมไปไกล

ได้ ก็พระโคดมผู้เจริญจะทรงบัญญัติอะไรแก่เปลวไฟนี้ ในเพราะเชื้อเล่า.

พ. ดูก่อนวัจฉะ สมัยใด เปลวไฟถูกลมพัด ย่อมไปไกลได้

เราย่อมบัญญัติเชื้อ คือ ลมนั้น ดูก่อนวัจฉะ เพราะสมัยนั้น ลมย่อม เป็นเชื้อของเปลวไฟนั้น.

ว. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สมัยใด สัตว์ย่อมทอดทิ้งกายนี้ด้วย

ไม่เข้าถึงกายอันใดอันหนึ่งด้วย ก็พระโคดมผู้เจริญ จะทรงบัญญัติอะไร แก่สัตว์นี้ในเพราะอุปาทานเล่า.

พ. ดูก่อนวัจฉะ สมัยใด สัตว์ทอดทิ้งกายนี้ด้วย ไม่เข้าถึงกาย

อันใดอันหนึ่งด้วย เราย่อมบัญญัติอุปาทาน คือ ตัณหานั้นแล ดูก่อนวัจฉะ เพราะว่าสมัยนั้น ตัณหาย่อมเป็นเชื้อของสัตว์นั้น.

จบ กุตุหลสาลาสูตรที่ ๙