ครั้นในวันหนึ่ง พระศาสดาทรงเล็งเห็นท่าน นอนหลับ อ้าปากอยู่ ในที่พักกลางวัน ด้วยทิพยจักษุ เสด็จจากพระนครสาวัตถีไปทางอากาศ ประทับ ยืนอยู่ในอากาศนั่นเอง เบื้องบนของพระเถระ แผ่โอภาสไปแล้ว ยังสติให้ เกิดแก่พระเถระผู้ตื่นแล้ว ด้วยโอภาสนั้น เมื่อจะประทานพระโอวาท ตรัส พระคาถาว่า
บุรุษถูกแทงด้วยหอก หรือไฟไหม้ที่กระหม่อม
แล้วรีบรักษาฉันใด ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติเว้นรอบ เพื่อ
ละความกำหนัดยินดีในกาม ฉันนั้น ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตฺติยา นี้ เป็นหัวข้อเทศนา. อธิบายว่า ได้แก่ ศาสตรา ที่มีคมข้างเดียวเป็นต้น. บทว่า โอมฏฺโ แปลว่า ประหาร
แล้ว. อธิบายว่าเครื่องประหารมี ๔ อย่างคือ โอมัฏฐะ ๑ อุมมัฏฐะ ๑
มัฏฐะ ๑ วิมัฏฐะ ๑.
ในบรรดาเครื่องประหาร ๔ อย่างนั้น เครื่องประหารที่ตั้งอยู่ข้างบน ให้หน้าคว่ำลง ชื่อว่า โอมัฏฐะ. เครื่องประหารที่ตั้งอยู่ข้างล่าง ให้หน้าหงาย ขึ้น ชื่อว่า อุมมัฏฐะ. เครื่องประหารที่แทงทะลุไป ดุจลิ่ม และเข็ม ชื่อว่า
มัฏฐะ. เครื่องประหารที่เหลือแม้ทุกอย่าง ชื่อว่า วิมัฏฐะ.
แต่ในที่นี้ ทรงหมายถึง เครื่องประหารชื่อว่า โอมัฏฐะ อธิบายว่า เครื่องประหารชื่อ โอมัฏฐะนั้น ทารุณกว่าทุก ๆ อย่าง เป็นหอกที่ถอนขึ้นได้ ยาก แก้ไขเยียวยาได้ยาก มีโทษในภายในทำให้น้ำเหลืองและเลือดตกใน. น้ำเหลืองและเลือดที่ไม่ไหลออกจะ (จับเป็นก้อน) ปิดปากแผล แล้วตั้งอยู่. ผู้ประสงค์จะเอาน้ำเหลืองและเลือดออก ต้องมัดตัวติดกับเตียงให้นอนห้อยหัว. สัตว์ทั้งหลายย่อมถึงตาย หรือทุกข์ปางตาย. บทว่า ฑยฺหมาเน แปลว่า
อันไฟเผาอยู่. บทว่า มตฺถเก แปลว่า บนศีรษะ.