ลำดับนั้น พระศาสดาประทับอยู่กลางหมู่พระอริยสงฆ์ ทรงแต่งตั้ง ท่านไว้ในฐานะที่เป็นยอดของภิกษุผู้อยู่ป่าทั้งหลาย ด้วยพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเรวตะ ขทิรวนิยะ เลิศกว่าพวกภิกษุผู้สาวกของเรา ผู้อยู่ปา ดังนี้. ต่อมาท่านกลับไปยังบ้านเกิดของตน นำหลาน ๓ คน คือ เด็กชื่อจาลา ชื่ออุปจาลา ชื่อสีสูปจาลา ผู้เป็นบุตรของพี่สาวทั้ง ๓ คือ นาง จาลา นางอุปจาลา และนางสีสูปจาลา มาแล้วให้บวช แนะนำกรรมฐาน ทารกทั้ง ๓ ก็ประกอบเนือง ๆ ซึ่งกรรมฐานอยู่.
ก็ในสมัยนั้น อาพาธบางอย่างเกิดแก่พระเถระ. พระสารีบุตรเถระ ฟังข่าวนั้นแล้ว เข้าไปหาพระเรวตะ ด้วยคิดว่า เราจักถามอาการไข้และถาม
มรรคผลที่พระเรวตะได้บรรลุ. พระเรวตเถระ เห็นพระธรรมเสนาบดีเดินมา
แต่ไกล เมื่อจะกล่าวสอนสามเณรเหล่านั้น โดยจะให้เกิดสติ จึงกล่าวคาถาว่า
ดูก่อนสามเณร จาลา อุปจาลา สีสูปจาลา
เธอทั้ง ๓ เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้าอยู่หรือ พระสารีบุตร
ผู้เป็นลุงของพวกเธอ มีปัญญาว่องไว หยั่งรู้เหตุผลได้
โดยถูกต้องแม่นยำ เปรียบดัง นายขมังธนู ผู้ชำนาญ
ยิงปลายขนทรายมาแล้ว ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จาเล อุปจาเล สีสูปจาเล เป็นคำ เรียกสามเณรเหล่านั้น อธิบายว่า ทารกทั้ง ๓ เหล่านั้น ได้ชื่อด้วยสามารถ แห่งเพศหญิงว่า จาลา อุปจาลา สีสูปจาลา แม้บวชแล้ว ก็เรียกกันอย่างนั้น. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ชื่อของสามเณรเหล่านั้นว่า จาลี อุปจาลี สีสูปจาลี การเรียกชื่อด้วยคำเป็นต้นว่า จาเล ดังนี้ เพื่อประโยชน์อันใด พระเถระ เมื่อจะแสดงประโยชน์อันนั้น จึงกล่าวว่า เธอทั้ง ๓ เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า