ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
ฉบับ มมร. · เล่ม ๖๑ · หน้า ๒๕๑ · ข้อ 2260
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ชี้แจงว่า พ่อคุณ พวกเรามิใช่พระฤาษี นี้คือราชาเอสุการี เราคือปุโรหิต

ผู้เป็นบิดาของเจ้า. หัตถิปาลกุมารถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร

บิดากับพระราชาจึงต้องปลอมเพศเป็นฤาษี ?. ปุโรหิตตอบว่า เพื่อจะทดลอง

เจ้าดู. หัตถิปาลกุมารถามว่า ทดลองข้าพเจ้าทำไม ? พราหมณ์ปุโรหิตจึง

กล่าวว่า ทดลองดูว่า ถ้าเจ้าเห็นพวกเราแปลงเป็นพระฤาษีแล้ว มิได้บวชไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราจึงมาเพื่ออภิเษกเจ้าให้เสวยราชสมบัติ. หัตถิปาลกุมาร กล่าวว่า ข้าแต่ท่านบิดา ข้าพเจ้าไม่มีความต้องการราชสมบัติเลย ข้าพเจ้า

จักบวช. ลำดับนั้น ปุโรหิตผู้บิดาจึงกล่าวชี้แจงกะหัตถิปาลกุมารว่า หัตถิปาล-

กุมารลูกรัก เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่เจ้าจะบวช เมื่อจะพร่ำสอนตามอัธยาศัย จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ความว่า

หัตถิปาละลูกรัก เจ้าจงเรียนวิชา และจงแสวง-

หาทรัพย์ จงปลูกฝังบุตรและธิดาให้ดำรงอยู่ในเรือน

เสียก่อน แล้วจงบริโภค กลิ่น รส และวัตถุกาม

ทั้งปวงเถิด กิจที่จะอยู่ป่า เมื่อเวลาแก่สำเร็จประโยชน์ดี

มุนีใด บวชในกาลเช่นนี้ได้ มุนีนั้น พระอริยเจ้า

สรรเสริญ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิจฺจ แปลว่า เล่าเรียนศึกษา. บทว่า ปุตฺเต ความว่า จงยกเศวตฉัตรให้พวกนาฏกชนเข้าอุปัฏฐากบำรุงโดยวาระ จนเจริญด้วยบุตรธิดา แล้วให้บุตรธิดาเหล่านั้น ครอบครองบ้านเมืองแทนตน. บทว่า สพพํ ความว่า เจ้าจงเสวยกลิ่นและรสเหล่านี้ ทั้งพัสดุกามที่เหลือ

ทั้งหมดก่อน. บทว่า อรญฺํ สาธุ มุนิ โส ปสตฺโถ ความว่า ปุโรหิต

กล่าวว่า การอยู่ป่าของผู้ที่บวชในเวลาแก่ภายหลัง ย่อมได้ประโยชน์สำเร็จดี