ชาณุสโสณีสูตร: ทานอุทิศถึงผู้ล่วงลับได้เมื่อใด
ใช้ในชีวิตประจำวัน

ชาณุสโสณีสูตร: ทานอุทิศถึงผู้ล่วงลับได้เมื่อใด

ชาณุสฺโสณิสุตฺตํ

ชาณุสโสณีพราหมณ์ทูลถามว่าทานที่ให้เพื่อญาติผู้ล่วงลับถึงเขาหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าถึงเฉพาะผู้ที่เกิดในเปรตวิสัย แต่ผู้ให้ก็ไม่ไร้ผล และในวรรคเดียวกันทรงแสดงว่าพิธีปลงบาปที่แท้คือการละกรรมชั่ว ๑๐ อย่าง

๗ ข้อ

ในชาณุสโสณีวรรค ทสกนิบาต อังคุตตรนิกาย มีพระสูตรสองเรื่องที่ชาณุสโสณีพราหมณ์เป็นผู้ถาม เรื่องแรกคือปัจโจโรหณีสูตร พราหมณ์สนานเกล้า นุ่งผ้าไหมใหม่ ถือหญ้าคามาในวันอุโบสถ เพราะเป็นวันพิธีปลงบาปของพราหมณ์ ซึ่งมีการนอนบนพื้นที่ทาโคมัย บูชาไฟ และเลี้ยงพราหมณ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าพิธีปลงบาปในวินัยของพระอริยะเป็นอีกอย่างหนึ่ง คือการเห็นโทษของกรรมชั่วแต่ละอย่างแล้วละเสีย

เรื่องที่สองคือชาณุสโสณีสูตรในท้ายวรรค พราหมณ์ทูลถามว่า ทานที่ให้โดยตั้งใจว่าขอให้ญาติผู้ล่วงลับได้บริโภค สำเร็จแก่เขาจริงหรือ พระพุทธเจ้าตรัสว่าสำเร็จในฐานะ ไม่สำเร็จในอฐานะ ผู้ที่ไปเกิดในนรก ในกำเนิดดิรัจฉาน ในหมู่มนุษย์ หรือในเทวโลก ย่อมอยู่ด้วยอาหารของภพนั้น ทานไม่ถึง ส่วนผู้ที่ไปเกิดในเปรตวิสัย ย่อมอยู่ได้ด้วยทานที่ญาติมิตรอุทิศให้

เนื้อหาเรื่องภพภูมิหลังความตายในหน้านี้นำเสนอตามที่พระสูตรสอน ผู้อ่านอาจเห็นต่างได้ แต่ใจความที่ใช้ได้ทุกคนคือ การให้ด้วยความระลึกถึงผู้ล่วงลับไม่เคยสูญเปล่าสำหรับผู้ให้

  1. ๑

    พิธีปลงบาปของพราหมณ์ ปจฺโจโรหณี

    ชาณุสโสณีเล่าว่า ในวันอุโบสถพราหมณ์สนานเกล้า นุ่งผ้าไหมใหม่ ทาพื้นด้วยโคมัยสด ปูหญ้าคา นอนระหว่างกองทรายกับเรือนไฟ กลางคืนลุกขึ้นไหว้ไฟสามครั้งว่าขอปลงบาป บูชาไฟด้วยเนยใส น้ำมัน และเนยข้น แล้วรุ่งเช้าเลี้ยงพราหมณ์ พระพุทธเจ้าไม่ได้เยาะเย้ย แต่ตรัสว่าในวินัยของพระอริยะมีวิธีที่ต่างออกไป

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สำรวจพิธีกรรมที่ตัวเองทำเพื่อให้รู้สึกว่าพ้นความผิด แล้วถามว่ามันได้เปลี่ยนการกระทำของเราจริงหรือไม่

  2. ๒

    ปลงบาปแบบอริยะคือเห็นโทษแล้วละ อริยสฺส วินเย ปจฺโจโรหณี

    อริยสาวกพิจารณาว่าผลของการฆ่า การลัก การประพฤติผิดในกาม การพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ความอยากได้ของผู้อื่น ความพยาบาท และความเห็นผิด เป็นสิ่งเลวทั้งในปัจจุบันและภายหน้า แล้วละสิ่งนั้น นี่คือการปลงบาปจากสิ่งนั้น ชาณุสโสณีกล่าวว่าพิธีของพราหมณ์ไม่ถึงเสี้ยวที่สิบหกของพิธีนี้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เลือกนิสัยไม่ดีหนึ่งอย่าง เขียนผลเสียที่มันก่อทั้งตอนนี้และในระยะยาว แล้วตั้งใจเลิกให้ชัด นี่คือการปลงบาปที่ได้ผลจริง

  3. ๓

    สำเร็จในฐานะ ไม่สำเร็จในอฐานะ ฐาเน กปฺปติ โน อฏฺฐาเน

    เมื่อถูกถามว่าทานที่ตั้งใจให้ญาติผู้ล่วงลับบริโภค ถึงเขาหรือไม่ พระพุทธเจ้าไม่ตอบว่าถึงเสมอหรือไม่ถึงเลย แต่ตรัสว่าสำเร็จในฐานะที่เหมาะ และไม่สำเร็จในฐานะที่ไม่เหมาะ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อเจอคำถามที่คนอยากได้คำตอบแค่ใช่หรือไม่ใช่ ลองแยกแยะว่าในกรณีไหนใช่ ในกรณีไหนไม่ใช่ ก่อนจะสรุป

  4. ๔

    ผู้เกิดในภพอื่นอยู่ด้วยอาหารของภพนั้น อฏฺฐานํ

    ผู้ทำกรรมชั่วแล้วไปเกิดในนรกหรือในกำเนิดดิรัจฉาน ย่อมอยู่ด้วยอาหารของภพนั้น ผู้ทำกรรมดีแล้วไปเกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดา ก็อยู่ด้วยอาหารของมนุษย์หรือเทวดา ทั้งสี่กรณีนี้เป็นอฐานะ ทานที่อุทิศไม่เข้าไปถึง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความคิดถึงผู้ล่วงลับไม่จำเป็นต้องมาพร้อมความกังวลว่าเขาจะอดอยาก ให้ระลึกถึงความดีที่เขาเคยทำ และทำความดีต่อในนามของเขา

  5. ๕

    ผู้เกิดในเปรตวิสัยได้รับทานที่อุทิศ เปตฺติวิสยํ

    ผู้ที่ไปเกิดในเปรตวิสัย นอกจากอยู่ด้วยอาหารของเปรตแล้ว ยังอยู่ได้ด้วยทานที่มิตร อำมาตย์ หรือญาติสาโลหิตอุทิศให้จากโลกมนุษย์ นี่คือฐานะที่ทานสำเร็จผล

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อทำบุญอุทิศ ให้ทำด้วยใจที่ระลึกถึงผู้ล่วงลับจริง ๆ ไม่ใช่ทำเป็นพิธีให้ครบ ความตั้งใจนั้นคือแก่นของการอุทิศ

  6. ๖

    ไม่มีทางที่ฐานะนั้นจะว่างจากญาติ ญาติสาโลหิตา

    พราหมณ์ถามว่า ถ้าญาติที่ตั้งใจให้ไม่ได้ไปเกิดในฐานะนั้น ใครจะได้บริโภค พระพุทธเจ้าตรัสว่า ญาติผู้ล่วงลับคนอื่น ๆ ของผู้ให้ที่อยู่ในฐานะนั้นก็มี และเป็นไปไม่ได้ที่ฐานะนั้นจะว่างจากญาติของผู้ให้ตลอดกาลนาน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลากรวดน้ำ ลองขยายการอุทิศให้กว้างกว่าคนที่รักคนเดียว ถึงญาติทุกคนและผู้ล่วงลับทั้งหลาย ใจจะกว้างขึ้นตาม

  7. ๗

    แม้ผู้ให้ก็ไม่ไร้ผล ทายโกปิ อนิปฺผโล

    ทรงยกตัวอย่างว่า แม้คนที่ทำกรรมชั่วแล้วไปเกิดเป็นช้าง ม้า โค หรือสุนัข ถ้าเคยให้ข้าว น้ำ ผ้า ที่พัก และประทีปแก่สมณพราหมณ์ ก็ได้อาหารและเครื่องประดับในกำเนิดนั้น ส่วนคนที่ทำกรรมดีและให้ทานด้วย ก็ได้กามคุณของมนุษย์หรือของทิพย์ ชาณุสโสณีกล่าวว่า การที่ผู้ให้ไม่ไร้ผลนี้ ควรแก่การให้ทานและการมีศรัทธาจริง ๆ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ให้ทานโดยไม่ต้องกังวลว่าผลจะไปถึงใครบ้าง การให้เปลี่ยนใจของผู้ให้เองเสมอ ทั้งความตระหนี่ที่ลดลงและความอบอุ่นที่เพิ่มขึ้น

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

การทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับเป็นประเพณีที่คนไทยคุ้นเคย พระสูตรนี้ช่วยให้ทำด้วยความเข้าใจ ไม่ต้องกังวลว่าทำพิธีไม่ครบแล้วจะไม่ถึง และไม่ต้องคิดว่าถ้าไม่ถึงคนที่ตั้งใจแล้วจะเสียเปล่า เพราะพระพุทธเจ้าตรัสยืนยันว่าผู้ให้ก็ไม่ไร้ผล

อีกด้านหนึ่ง ปัจโจโรหณีสูตรชวนให้ทบทวนพิธีกรรมที่ทำเพื่อล้างความผิด การไหว้ขอขมาหรือการสะเดาะเคราะห์อาจทำให้ใจสบายชั่วคราว แต่การปลงบาปที่แท้ในพระสูตรคือการเห็นว่าสิ่งที่ทำผิดมีผลเสีย แล้วหยุดทำจริง ๆ

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

สมมติสีมา: ขีดเขตให้ชัด เพื่อให้ทุกคนมาประชุมได้จริง

อนุชานามิ ภิกฺขเว สีมํ สมฺมนฺนิตุํ

ภิกษุสงสัยว่าอาวาสเดียวกันกินเขตแค่ไหน พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สงฆ์สมมติสีมาด้วยนิมิตโดยรอบ แล้วทรงแก้ปัญหาท…

ผู้ถือกฎที่ฉลาดกับที่เขลา: องค์คุณของพระวินัยธร

วินยธโร ปณฺฑิโตเตฺวว สงฺขํ คจฺฉติ

ปริวารเรียงคุณสมบัติของผู้ทรงวินัยไว้เป็นคู่ ๆ ว่าอย่างไรนับว่าเขลา อย่างไรนับว่าฉลาด ตั้งแต่ฟังให้จบก่อนตัดสิ…

มหาปทานสูตร: พระวิปัสสีปลีกจากหมู่ แล้วถามทวนหาเหตุของทุกข์

มหาปทานสุตฺตํ

พระพุทธเจ้าทรงเล่าถึงพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ แล้วเล่าละเอียดถึงพระวิปัสสีโพธิสัตว์ ผู้ปลีกตัวจากผู้ติดตาม ๘๔,๐๐๐…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้