เพราะความประพฤติดีเช่นนั้นเป็นพิเศษ ในความวิจิตรด้วยรัตนะหลาย
อย่างล้วนรุ่งเรืองด้วยข่ายรัศมีนานาชนิด. บทว่า ปีตนฺตราหิ ได้แก่ ผ้า
ห่มสีเหลือง อันตรศัพท์ใช้ในผ้านุ่งห่มในบทมีอาทิว่า สนฺตรุตฺตรปรมํ เตน ภิกฺขุนา ตโต จีวรํ สาทิตพฺพํ ภิกษุนั้นพึงยินดีผ้านุ่งห่มเป็น
อย่างยิ่ง. แต่ในที่นี้พึงเห็นว่าใช้ใน อุตตริยะ ดุจในบทมีอาทิว่า อนฺตร-
สาฏกา ผ้านุ่ง. ศัพท์เหล่านี้คือ อนฺตรา (ผ้านุ่ง) อุตฺตริยํ อุตฺตรา- สงฺโค อุปสมพฺยานํ (ผ้าห่ม) เป็นปริยายศัพท์ (ศัพท์สำหรับพูด). บทว่า วคฺคูหิ ได้แก่ ด้วยเครื่องประดับอันงดงาม. บทว่า อปิลนฺธา ว โสภสิ ความว่า ท่านแม้ถึงจะไม่ประดับด้วยเครื่องประดับเหล่านี้ ก็งดงาม ด้วยรูปสมบัติของตนอยู่แล้ว แต่พอเครื่องประดับเหล่านั้นสวมสรีระของ
ท่านก็งดงาม. อธิบายว่า เพราะฉะนั้น แม้ถึงท่านไม่ประดับก็คล้ายกับ
ประดับ.
บทว่า กา กมฺพุกายุรธเร ได้แก่ ดูก่อนเทพธิดา ผู้ประดับ ด้วยเครื่องประดับแล้วไปด้วยทองคำ หรือประดับด้วยกำไรแขน แล้วไป ด้วยทองคำ ท่านเป็นใครเกี่ยวข้องกับหมู่เทพชั้นไหน. ท่านกล่าวบทว่า กมฺพุปริหารกํ ได้แก่ เครื่องประดับข้อมือ. กล่าวบทว่า กายรํ ได้แก่
เครื่องประดับแขน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กมฺพุ ได้แก่ ทองคำ.
เพราะฉะนั้น จึงมีความว่า ผู้ประดับด้วยเครื่องอาภรณ์ที่แขนแล้วด้วย ทองคำ ชื่อว่า กมฺพุกายูรธเร. บทว่า กญฺจนาเวฬภูสิเต ได้แก่
ประดับพวงมาลัยแล้วด้วยทองคำ. บทว่า เหมชาลกสญฺฉนฺเน ได้แก่
มีสรีระคลุมด้วยข่ายทองคำแกมแก้ว. บทว่า นานารตนมาลินี ได้แก่