ความว่า รัศมีแม้ในพระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสองก็ยังเห็นกันอยู่. บทว่า วิถิยา ได้แก่ ในวิถีที่เป็นไป หรือในวิถีมีนาควิถีเป็นต้น ใน ท้องฟ้า บาลีว่า อุภเยตฺถ ก็มีบ้าง แยกบทว่า อุภเย เอตฺถ. บทว่า พาลฺยตโร แปลว่า โง่กว่า คือโง่อย่างที่สุด.
พราหมณ์ฟังคาถานี้แล้ว ก็พิจารณาดูว่า เราปรารถนาเรื่องที่ไม่น่า จะได้แล้วหนอ จึงถูกไฟคือความโศกเผาอยู่อย่างเดียว ทำไมเรายังจะต้อง การด้วยความพินาศและความทุกข์ซึ่งไร้ประโยชน์ ครั้งนั้น เทพบุตร คลายรูปมัฏฐกุณฑลีกลับเป็นรูปทิพย์ของตนอย่างเดิม แต่พราหมณ์ไม่ได้ ตรวจดูเทพบุตรนั้น พูดโดยใช้โวหารว่ามาณพอยู่อย่างเดิม กล่าวว่า สจฺจํ โข วเทสิ มาณว เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จนฺทํ วิย ทารโก รุทํ ความว่า เหมือนทารกร้องไห้อยากได้พระจันทร์. บทว่า กาลกตาภิปตฺถยึ ความว่า ปรารถนาถึงคนที่ตายแล้ว บาลีว่า อภิปฺตฺถยํ ก็มี.
บทว่า อาทิตฺตํ ได้แก่ เร่าร้อนด้วยไฟคือความโศก. บทว่า นิพฺพาปเย ทรํ ความว่า ดับความกระวนกระวาย คือความเร่าร้อน
เพราะความโศก. บทว่า อพฺพุหิ แปลว่า ถอน คือยกขึ้น.
ลำดับนั้น พราหมณ์บรรเทาความโศกได้แล้ว เห็นผู้ให้คำชี้แจง แก่ตน อยู่ในรูปเป็นเทวดา เมื่อจะถามว่า ท่านชื่ออะไร จึงกล่าวคาถาว่า
ท่านเป็นเทวดา หรือเป็นคนธรรพ์ หรือเป็น
ท้าวสักกะผู้ให้ทานในชาติก่อน ท่านเป็นใคร หรือ
เป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร.