เธอจักเล็งเห็นภูตนี้. ได้ยินว่า พระองค์ทรงมีพระปริวิตกอย่างนี้ว่า เมื่อสารีบุตร
จักถืออัธยาศัยของเรากล่าวแก้ ต้องแก้ด้วยอำนาจขันธ์. พอทรงประทานนัย
ปัญหานั้นกระจ่างแก่พระเถระเจ้าตั้งร้อยนัยพันนัย. ท่านยึดตามนัยที่พระศาสดา
ประทาน กราบทูลแก้ปัญหาในพุทธวิสัยได้. พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่ บริษัทประมาณ ๑๒ โยชน์. ปาณชาติ ๓๐ โกฏิดื่มน้ำอมฤตแล้ว. พระศาสดา ทรงส่งบริษัท แล้วเสด็จจาริกถึงพระนครสาวัตถีโดยลำดับ วันรุ่งขึ้นเสด็จเข้า ไปโปรดสัตว์ในพระนครสาวัตถี เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว พวกภิกษุพากัน แสดงวัตรเสร็จ เสด็จเข้าพระคันธกุฎี. ยามเย็นพวกภิกษุพากันนั่งในธรรมสภา กล่าวถึงคุณกถาของพระเถระเจ้าว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระสารีบุตร มีปัญญามาก มีปัญญาหลักแหลม มีปัญญาว่องไว มีปัญญาคมคาย กราบทูลความแก้ปัญหา
ที่พระทศพลตรัสถามโดยย่อได้อย่างพิสดาร. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนาด้วยเรื่องอะไรกัน เมื่อ พวกภิกษุพากันกราบทูลให้ทรงทราบ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ใน บัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้แต่ในปางก่อน เธอก็เคยกล่าวแก้ความแห่งภาษิตโดยย่อ ได้อย่างพิสดารแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรทมทัตเสวยราชสมบัติ ณ พระนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดละมั่งอาศัยอยู่ในป่า พระราชาทรง พอพระหฤทัยในการล่าเนื้อ ทรงสมบูรณ์ด้วยพระกำลัง ถึงกับไม่ทรงนับ
มนุษย์อื่นว่าเป็นมนุษย์ไปเลย. วันหนึ่ง ท้าวเธอเสด็จไปล่าเนื้อ ตรัสกับหมู่
อำมาตย์ว่า เนื้อหนีไปได้ข้างผู้ใด เราต้องลงอาชญาแก่ผู้นั้น เพราะเหตุนั้น
ทีเดียว. พวกนั้นคิดกันว่า บางครั้งเนื้ออยู่ในวงล้อมแล้วยังวิ่งกระเจิงไปได้
พวกเราต้องช่วยอันเนื้อที่ปรากฏตัวแล้ว ให้วิ่งไปทางที่พระราชาประทับ