โดยความเป็นตน... นี้เป็นอัตตานี้ทิฏฐิมีสัญญาเป็นวัตถุที่ ๔ อัตตานุทิฏฐิเป็น มิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนใน สัญญาอย่างนี้.
[๓๒๕] ปุถุชนย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นตนอย่างไร ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุสัมผัสสชาเจตนา...มโนสัมผัส- สชาเจตนา โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเจตนาและตนไม่ เป็นสอง มโนสัมผัสสชาเจตนาอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชา- เจตนาก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลย่อม
เห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสอง. . . ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้น
เหมือนกัน ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเจตนาโดยความเป็นตน...นี้เป็นอัตตานุทิฏฐิ มีสังขารเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นตนอย่างนี้.
[๓๒๖] ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีสังขารอย่างไร ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตน ของเรานี้นั้นแลมีสังขารด้วยสังขารนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนมีสังขาร เปรียบ เหมือนต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้อย่างนี้. . . ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นว่า ต้นไม้มีเงาฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความเป็นตน. . . ต้นเป็นอัตตานุทิฏฐิมีสังขารเป็นวัตถุ ที่ ๒ อัตตานุทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฏฐิ ปุถุชน ย่อมเห็นคนว่ามีสังขารอย่างนี้.