บทว่า สมฺปชาโน หุตฺวา พระโยคาวจรรู้ทันจิตนั้น คือรู้ทันด้วย อสุภภาวนาเป็นต้น อีกอย่างหนึ่งรู้ทันด้วยเมตตาภาวนาเป็นต้น พึงทราบความ เชื่อมว่า พระโยคาวจรย่อมละราคะพยาบาทที่จิตตกตามไป. ความว่า เมื่อรู้ทันว่า จิตนั้นเป็นเช่นนี้ ย่อมละราคะพยาบาทโดยเป็นปฏิปักษ์ต่อจิตนั้น. บทว่า ปริสุทฺธํ บริสุทธิ์คือไม่มีอุปกิเลส. บทว่า ปริโยทาตํ ขาวผ่อง คือ ประภัสสร. บทว่า เอกตฺตคตํ โหติ จิตถึงความเป็นธรรมอย่างเดียว คือ เมื่อพระโยคาวจร ถึงความวิเศษนั้น ๆ จิตนั้น ๆ ก็ย่อมถึงความเป็นธรรมอย่างเดียว.
บทว่า กตเม เต เอกตฺตา ความเป็นธรรมอย่างเดียวเหล่านั้น
เป็นไฉน. พระสารีบุตรเถระ เมื่อถามความเป็นธรรมอย่างเดียว แม้ประกอบ
และยังไม่ประกอบ ย่อมถามทำรวมกัน. บทว่า ทานโวสฺสคฺคุปฏฺาเนกตฺตํ ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งการบริจาคทาน คือ การบริจาค การสละทานอันเป็นทานวัตถุ ชื่อว่า ทานูปสคฺโค ได้แก่ เจตนาบริจาคทาน
วัตถุ. การเข้าไปตั้งความปรากฏแห่งทานนั้นด้วยทำให้เป็นอารมณ์ ชื่อว่า
ทานูปสคฺคุปฏฺานํ ความปรากฏแห่งการบริจาคทาน. อีกอย่างหนึ่งความเป็น ธรรมอย่างเดียว ในความปรากฏแห่งการบริจาคทาน ชื่อว่า ทานุปสคฺคุปฏฺ- าเนกตฺตํ. ปาฐะว่า ทานโวสฺสคฺคุปฏฺาเนกตฺตํ ดีกว่า ความอย่างเดียวกัน.
ด้วยบทนี้ท่านกล่าวจาคานุสติสมาธิด้วยการยกบทขึ้น. อนึ่ง แม้ท่าน
กล่าวจาคานุสติสมาธินั้น ด้วยการยกบทก็เป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่งความเป็นธรรม อย่างเดียวกัน แม้ ๓ อย่างนอกนี้ เพราะฉะนั้น อาจารย์พวกหนึ่งจึงกล่าว ไว้ในที่นี้ว่า ท่านชี้แจงไว้แล้วดังนี้. จริงอยู่ แม้นางวิสาขามหาอุบาสิกาก็ยัง กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่จำพรรษาในทิศทั้งหลาย ในศาสนานี้จักมาสู่กรุงสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระมีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าเฝ้าพระผู้มี-