ต่อจากนั้นไป บทมีอาทิว่า พุทฺโธติ เนตํ นามํ บทว่า พุทฺโธ นี้ มิใช่ชื่อที่มารดาเป็นต้นตั้งให้ ท่านกล่าวเพื่อให้รู้ว่า นี้เป็นบัญญัติไปตามอรรถ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า มิตฺตา คือ สหาย. บทว่า อมจฺจา คือคน
รับราชการ. บทว่า าตี คือญาติฝ่ายบิดา. บทว่า สาโลหิตา คือญาติ
ฝ่ายมารดา. บทว่า สมณา คือผู้เป็นบรรพชิต. บทว่า พฺราหฺมณา คือ
ผู้มีวาทะว่าเป็นผู้เจริญ หรือผู้มีบาปสงบมีบาปลอยแล้ว. บทว่า เทวตา คือ
ท้าวสักกะเป็นต้นและพรหม. บทว่า วิโมกฺขนฺติกํ พระนามที่เกิดในที่สุด
แห่งพระอรหัตผลคือวิโมกขะ ได้แก่อรหัตมรรค ที่สุดแห่งวิโมกขะ คือ อรหัตผล ความเกิดในที่สุดแห่งวิโมกขะนั้น ชื่อว่า วิโมกขันติกะ.
จริงอยู่ ความเป็นพระสัพพัญญู ย่อมสำเร็จด้วยอรหัตมรรค เป็นอัน
สำเร็จในการเกิดอรหัตผล. เพราะฉะนั้น ความเป็นพระสัพพัญญูจึงเป็นความ
เกิดในในที่สุดแห่งอรหัตผล แม้เนมิตตกนามนี้ก็ชื่อว่า เป็นการเกิดในที่สุด แห่งอรหัตผล ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นี้เป็นวิโมกขันติกนาม พระนาม ที่เกิดในที่สุดแห่งอรหัตผล แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว.
บทว่า โพธิยามูเล สห สพฺพญฺญุตาณสฺส ปฏิลาภา เกิด ขึ้นพร้อมกับการได้พระสัพพัญญุตญาณ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ คือ พร้อมกับ การได้พระสัพพัญญุตญาณในขณะตามที่ได้กล่าวแล้ว ณ ควงไม้มหาโพธิ. บทว่า สจฺฉิกา ปญฺตฺติ สัจฉิกาบัญญัติ คือ ด้วยทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล
หรือบัญญัติเกิดด้วยการทำให้แจ้งธรรมทั้งปวง. บทว่า ยทิทํ พุทฺโธ บัญญัติ
ว่า พุทฺโธ นี้ เป็นการประกาศความเป็นพุทธะ โดยพยัญชนะ.
การเทียบเคียงกันนี้ โดยอรรถดังที่กล่าวแล้ว ในบทภาชนีย์นี้แห่ง บาทคาถาว่า ยถา พุทฺเธน เทสิตา อันพระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว.