ต่อไปนี้เป็นการเปรียบเทียบอรรถแห่งบท เมื่อควรจะกล่าวว่า สมา จ สุสมา จ สมสุสมา เสมอและเสมอดี ชื่อว่า สมสุสมา ท่านทำเป็น เอกเสสสมาสมีรูปเป็นเอกเทศ แล้วกล่าวว่า สุสมา เหมือนกล่าวว่า นามญฺ จ รูปญฺจ นามรูปญฺจ นามรูปํ นาม รูป และนามรูป ชื่อว่า นามรูปํ. บทว่า อิทํ สมํ อิทํ สุสมํ นี้เสมอ นี้เสมอดี ท่านทำเป็นคำนปุงสกลิงค์
เพราะไม่เพ่งเป็นอย่างอื่น. อนึ่ง เพราะแม้ าตํ รู้แล้วท่านกล่าวว่า ทิฏฺํ
เห็นแล้ว. เห็นแล้ว และปรารภแล้วโดยอรรถเป็นอันเดียวกัน. ส่วนบทว่า
วิทิต รู้แล้ว สจฺฉิกต ทำให้แจ้งแล้ว ผสฺสิต ถูกต้องแล้ว เป็นไวพจน์ ของบทว่า าต รู้แล้ว. ฉะนั้นจึงเป็นอันท่านกล่าวอรรถแห่ง อารทฺธ ปรารภแล้วว่า าต รู้แล้ว. บทว่า อารทฺธํ โหติ วีริยํ อลฺลีนํ ความ เพียรภิกษุนั้นปรารภแล้ว ไม่ย่อหย่อน มีอรรถตรงกับคำว่า อารทฺธ แต่บท มีอาทิว่า อุปฏฺิตา สติตั้งมั่น ท่านกล่าวเพื่อแสดงธรรมอันเป็นอุปการะ แก่ความเพียรอันสัมปยุตแล้ว มิได้กล่าวเพื่อแสดงอรรถแห่งคำว่า อารทฺธ ชื่อว่า สุสมารทฺธา เพราะปรารภแล้วด้วยดี โดยอรรถก่อน และชื่อว่า สุสมารทฺธา เพราะเริ่มเสมอดี ด้วยอรรถนี้เมื่อท่านทำเป็นเอกเสสสมาส จึงกล่าวว่า สุสมารทฺธา. ท่านกำหนดถือเอาอรรถนี้ แล้วกล่าวด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สุสมารทฺธา ปรารภแล้วเสมอดี.
บทว่า อนุปุพฺพํ คือตามลำดับ. อธิบายว่าก่อน ๆ หลัง. บทว่า ทีฆํอสฺสาสวเสน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว คือด้วยสามารถลมหายใจ เข้าที่ท่านกล่าวว่า ทีฆํ ยาว. บทว่า ปุริมา ปุริมา ข้างต้น ๆ คือ สติ สมาธิ ข้างต้น ๆ. ท่านกล่าวอรรถแห่งบทว่า ปุพฺพํ ด้วยบทนั้น. บทว่า ปจฺฉิมา ปจฺฉิมา ข้างหลัง ๆ คือสตินั่นเอง. ท่านกล่าวอรรถแห่งบทว่า