โดยประการที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงอานาปานสติแล้ว โดยประการที่ พระพุทธเจ้าทรงแสดง ยถา ศัพท์เป็นอรรถ ๑๐ อย่าง สงเคราะห์ด้วย ยถา ศัพท์ ด้วยเหตุนั้น พึงทราบว่าท่านทำให้เป็นเอกเสสสมาสด้วย ด้วยอำนาจแห่ง เอกเสสสมาสสรุป ยถาศัพท์ มีปการศัพท์ เป็นอรรถ และยถาศัพท์ มีสภาว ศัพท์เป็นอรรถ แล้วกล่าวว่า ยถา. แต่ในบทภาชนีย์ท่านทำให้เป็นเอกวจนะ ว่า เทสิโต ด้วยการประกอบศัพท์หนึ่ง ๆ ใน ยถา ศัพท์นั้น. แม้ในบทต้น เพราะท่านกล่าวว่า โหติ คหฏฺโ วา โหติ ปพฺพชิโต วา เหมือนบุคคล เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ท่านกล่าวว่า ยสฺส คหฏฺสฺส วา ปพฺพชิตสฺส วา แห่งคฤหัสถ์ก็ตาม แห่งบรรพชิตก็ตาม ท่านกล่าวถึง
อรรถแห่งโลก. บทว่า ปภาเสติ ย่อมให้สว่างไสว ความว่า ทำให้ปรากฏ
แก่ญาณของตน. บทว่า อภิสมฺพุทฺธตฺตา เพราะเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ คือ
เพราะแทงตลอดด้วยสาวกปารมิญาณ. บทว่า โอภาเสติ ย่อมยังโลกนี้ให้
สว่างไสว คือ โลกอันเป็นกามาวจร. บทว่า ภาเสติ ยังโลกให้สว่างไสว คือ
โลกเป็นรูปาวจร. บทว่า ปภาเสติ ยังโลกนี้ให้สว่างไสว คือ โลกเป็นอรูปาวจร.
บทว่า อริยาณํ คืออรหัตมรรคญาณ. บทว่า มหิกมุตฺโต คือพ้นจากน้ำค้าง. น้ำค้างท่านเรียกว่า มหิก. ปาฐะว่า มหิยา มุตฺโต บ้าง. บทว่า ธูมรชา มุตฺโต คือพ้นจากควันและธุลี. บทว่า ราหุคหณา วิปฺปมุตฺโต คือพ้น จากการจับของราหู ท่านกล่าวให้แปลกด้วยอุปสรรค ๒ อย่าง เพราะราหูเป็น
ภาวะทำให้ดวงจันทร์เศร้าหมองเพราะใกล้กัน. บทว่า ภาสติ คือ ให้สว่างไสว
ด้วยมีแสงสว่าง. บทว่า ตปเต ได้แก่ ให้เปล่งปลั่งด้วยมีเดช. บทว่า วิโรจเต
คือให้ไพโรจน์ด้วยมีความรุ่งเรือง. บทว่า เอวเมวํ ตัดบทเป็น เอวํ เอวํ. อนึ่ง