ธัมมสังคณี
ฉบับ มมร. · เล่ม ๗๕ · หน้า ๑๔๒ · ข้อ 1
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าเอกราชผู้มีได้เห็นแม้แก่ชีวิต ของพระองค์ ทรงเจริญเมตตา ที่กล่าวไว้ในเอกราชชาดก อย่างนี้ว่า

ใคร ๆ ย่อมไม่ดุร้ายกับเรา แม้เราก็

ไม่กลัวใคร ๆ ในกาลนั้นเราได้กำลังเมตตา

อุปถัมภ์แล้ว ย่อมยินดีในป่าใหญ่ ดังนี้

ชื่อว่า ได้บำเพ็ญเมตตาบารมีเป็นปรมัตถบารมี.

เมื่อพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนักบวช ชื่อว่า โลมหังสะ ไม่ละ ความเป็นอุเบกขาในพวกเด็กชาวบ้านผู้ยังความทุกข์แสะความสุขให้เกิดขึ้น ด้วยการถ่มน้ำลายรดเป็นต้น และด้วยการนำดอกไม้ของหอมมาให้เป็นต้น ตามที่กล่าวไว้ในโลมหังสชาดก อย่างนี้ว่า

เรานอนในป่าช้า มีกระดูกศพเป็น

หมอนหนุน พวกเด็กชาวบ้านเข้าไปแสดง

รูปไม่น้อย ดังนี้

ชื่อว่า อุเบกขาบารมีเป็นปรมัตถบารมี. ความย่อในที่นี้มีเท่านี้ ส่วนเนื้อความ พิสดารพึงถือในจริยาปิฎก.

พระโพธิสัตว์ ครั้นบำเพ็ญบารมีทั้งหลายอย่างนี้แล้ว ดำรงอยู่ใน อัตภาพของพระเวสสันดร ได้สร้างบุญเป็นอันมากอันเป็นเหตุให้แผ่นดินใหญ่ ไหว ตามที่กล่าวไว้อย่างนี้ว่า

แผ่นดินนี้ ไม่มีจิต ไม่ทราบถึง

ความสุขและทุกข์ แม้กระนั้นก็ยังไหวถึง

๗ ครั้ง เพราะกำลังทานของเรา.