เหมือนอย่างว่า เมื่อเกวียนที่พึงลากไปด้วยแอก ๗ แอก โคที่เทียม แล้วในแอกคู่แรก ย่อมสามารถเพื่อค้ำจุน เพื่อทรงแอกไว้ได้ก่อน แต่ไม่ อาจให้ล้อหมุนไป แม้ในคู่ที่ ๒ เป็นต้นก็เหมือนกัน แต่ว่าในกาลใด สารถี ผู้ฉลาดเทียมคู่โคที่ ๗ ที่แอกนั่งที่ทูบเกวียน ถือเชือกแล้วเอาปลายปฏักกระตุ้น คู่โคจำเดิมแต่โคคู่แรกทั้งหมด ในกาลนั้น คู่โคทั้งหมดทีเดียวก็รวมกำลังกัน ทรงแอกและให้ล้อหมุนไป ย่อมถึงคำอันบุคคลพึงพูดได้ว่า โคพาเกวียนไปได้ ๑๐ โยชน์ พาไป ๒๐ โยชน์ ฉันใด คำอุปมาเป็นเครื่องยังอุปไมยให้ถึงพร้อมนี้ บัณฑิตพึงทราบฉันนั้น.
ในบรรดากาย ๔ เหล่านั้น กายที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ไม่ใช่วิญญัติ แต่วิการแห่งอาการหนึ่งที่สามารถเพื่อเป็นปัจจัย เพื่อให้ค้ำจุน ทรงไว้ซึ่งรูปกาย ที่เกิดพร้อมกับวาโยธาตุที่มีจิตเป็นสมุฏฐานให้ไหวได้ นี้ชื่อว่า วิญญัติ. วิญญัตินั้นไม่ใช่มีจิตเป็นสมุฏฐาน เหมือนรูป ๘ อย่าง. เหมือนอย่างคำมีอาทิ ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชราและมรณะ ชื่อว่า ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ เพราะ ความที่ธรรมทั้งหลายมีประเภทที่ไม่เที่ยงเป็นต้นต้องแก่และตาย ฉันใด วิญญัติ แม้นั้น ชื่อว่า มีจิตเป็นสมุฏฐาน เพราะความที่รูปทั้งหลายมีจิตเป็นสมุฏฐาน เป็นสภาพประกาศให้รู้ ฉันนั้น.
ก็วิญญัตินั้น เรียกว่า วิญญัติ เพราะประกาศให้รู้. ประกาศให้รู้ อะไร ? ประกาศให้รู้ทางกายอย่างหนึ่ง จริงอยู่ บุคคลยืนอยู่ในคลองแห่งจักษุ ย่อมยกมือหรือเท้า สั่นศีรษะหรือยักคิ้ว อาการของมือเป็นต้นนี้ เป็นการให้ รู้ได้ด้วยจักษุ แม้วิญญัติก็ไม่รู้ได้ด้วยตาแต่รู้ได้ด้วยใจเท่านั้น เพราะว่า บุคคลย่อมเห็นสีเป็นอารมณ์ เป็นไปต่าง ๆ ด้วยสามารถแห่งการเคลื่อนไหว มือเป็นต้น แต่ว่า บุคคลคิดถึงรูปที่ประกาศให้รู้ ด้วยจิตทางมโนทวารแล้ว จึงรู้ว่า บุคคลนี้เห็นจะให้เราทำสิ่งนี้และสิ่งนี้ ดังนี้.