เมื่อกระทำด้วยมือของตนก็ดี เมื่อใช้ให้ผู้อื่นกระทำก็ดี ก็ย่อมการทำด้วยกุศลจิต ๘ ดวงเหล่านี้ ดวงใดดวงหนึ่งเหมือนกัน. แต่การกระทำด้วยความรู้ ย่อม ประกอบด้วยญาณ ๔ ดวง. การกระทำด้วยความไม่รู้ ย่อมไม่ประกอบด้วย ญาณ ๔ ดวง
ในฐานะนี้แม้อื่นอีก พระผู้พระภาคเจ้าทรงถือเอา ทักขิณา- วิสุทธิ ๔ อย่าง คือ ความที่ปัจจัยทั้งหลายเกิดขึ้นโดยธรรม ( ธัมมิกะ) ๑ ความที่เจตนามีกำลังมาก (เจตนามหัตตะ) ๑ วัตถุสมบัติ ๑ ความเป็นผู้มากยิ่ง ด้วยคุณ (คุณาติเรกตา) ๑.
บรรดาทักขิณาวิสุทธิ ๔ อย่างเหล่านั้น ปัจจัยทั้งหลายที่เกิดขึ้นโดย ชอบธรรม ชื่อว่า ธัมมิกะ. ก็เมือบุคคลเชื่อมั่นแน่วแน่แล้วให้อยู่ ชื่อว่า
เจตนามหัตตะ. ความเป็นแห่งพระขีณาเสพ ชื่อว่า วัตถุสมบัติ. ความที่
พระขีณาสพนั่นแหละออกจากนิโรธสมาบัติ ชื่อว่า คุณาติเรกตา. เมื่อบุคคล สามารถประมวลทักขิณาวิสุทธิ ๔ เหล่านั้นมาแล้วถวายอยู่ กามาวจรกุศลย่อม ให้วิบากในอัตภาพนี้โดยแท้ ดุจกามาวจรกุศลที่ให้วิบากแก่ปุณณกเศรษฐี นาย กาลวลิยะ และนายสุมนมาลาการเป็นต้น.
ก็เมื่อว่าโดยย่อ กามาวจรกุศลจิตนั้นแม้ทั้งหมด ชื่อว่า เป็นอย่างเดียว เท่านั้น ด้วยอรรถว่าจิตเป็นสภาพวิจิตร เพราะทำให้วิจิตร. ว่าด้วยอำนาจ แห่งเวทนาเป็น ๒ อย่าง คือ สหรคตด้วยโสมนัส และสหรคตด้วยอุเบกขา. อสังขาริกมหาจิต ที่สหรคตด้วยโสมนัส เป็นญาณสัมปยุต และอสังขาริกมหาจิต ที่สหรคตด้วยอุเบกขา เป็นญาณสัมปยุต เป็น ๔ อย่าง ด้วยสามารแห่งการ แสดงจำแนกญาณ ชื่อว่า เป็นอย่างเดียวเท่านั้น เพราะอรรถว่าเป็นญาณ สัมปยุต และเพราะอรรถว่าเป็นอสังขาริก. สสังขาริกที่เป็นญาณสัมปยุต