ธัมมสังคณี
ฉบับ มมร. · เล่ม ๗๕ · หน้า ๖๓๙ · ข้อ 270
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

ย่อมเจริญแม้ผัสสะด้วยอรรถว่ากระทบ ย่อมเจริญแม้เวทนาด้วยอรรถว่าเสวย- อารมณ์ ย่อมเสวยแม้สัญญาด้วยอรรถว่าควรจำได้ ย่อมเจริญแม้เจตนาด้วย อรรถว่าความจงใจ ย่อมเจริญแม้ด้วยอรรถว่าการรู้ เพราะฉะนั้น เพื่อ ทรงแสดงนัย ๑๙ แห่งธรรมเหล่านั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า กตเม ธมฺมา กุสลา ดังนี้อีก.

พระองค์ทรงแสดงนัย ๒๐ โดยอัชฌาสัยของบุคคลและโดยเทศนาวิลาส ด้วยพระดำรัส ว่า บุคคลย่อมเจริญธรรมแม้นี้ ย่อมเจริญธรรมแม้นี้ ด้วย ประการฉะนี้.

จริงอยู่ ในเทพบริษัทผู้นั่งฟังธรรม เทพเหล่าใด เมื่อพระองค์ตรัสว่า ชื่อว่า โลกุตรฌาน เพราะอรรถว่าเข้าไปเพ่ง ดังนี้ ย่อมตรัสรู้ได้ พระองค์ ก็ตรัสคำว่า ฌาน ดังนี้ ด้วยสามารถแห่งสัปปายะแก่เทพเหล่านั้น ฯลฯ เทพ เหล่าใด เมื่อพระองค์ตรัสว่า แม้จิต เพราะอรรถว่าการรู้ ดังนี้ ย่อมตรัสรู้ได้ พระองค์ก็ตรัสคำว่า จิต ด้วยสามารถสัปปายะแก่ชนเหล่านั้น. นี้เป็นอัชฌาสัย แห่งบุคคลในอธิการนี้.

ก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะความที่พระองค์ตรัสรู้แล้ว และมี โพธิญาณอันดี และเพราะประกอบทศพลญาณ จตุเวสารัชชญาณ ปฏิสัมภิทา ๔ และอสาธารณญาณ ๖ จึงทรงกำหนดเทศนาแสดงธรรมตามความพอพระหฤทัย ได้ เมื่อพระองค์ทรงปรารถนาก็ย่อมแสดงว่า โลกุตรฌานด้วยอรรถว่าเข้าไป เพ่ง ดังนี้ เมื่อปรารถนาก็ทรงแสดงคำว่า มรรค ด้วยอรรถว่านำออก ดังนี้ฯลฯ เมื่อทรงปรารถนาก็ทรงแสดงคำว่า โลกุตรจิต ด้วยอรรถว่าการรู้อารมณ์ ดังนี้ นี้ชื่อว่า เทศนาวิลาส ในเทศนาวิลาสนั้นทรงจำแนกนัยไว้ ๑๐ ในที่ตรัสว่า