พวกอันเตวาสิกได้นำเรื่องนั้น มาเรียนแก่พระจูฬาภยเถระผู้ทรง
พระไตรปิฎก. พระเถระนั้นกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย ถ้อยคำนี้ท่านกล่าว
สำหรับบุคคลผู้มีฌานเป็นบาท เหมือนอย่างว่า อัชฌาสัยของบุคคลแม้ผู้มีฌาน เป็นบาท ฉันใด แม้บุคคลผู้มีฌานอันพิจารณาแล้ว ก็พึงทราบฉันนั้นเหมือนกัน เพราะมรรคที่พระโยคาวจรออกจากปัญจมฌานเกิดขึ้น โดยพิจารณาปฐมฌาน เป็นต้น ประกอบด้วยปัญจมฌาน ก็ย่อมประสบตามวาทะของพระเถระ รูปแรก และมรรคที่ประกอบด้วยปฐมฌานเป็นต้น ก็ย่อมประสบตามวาทะ ของพระเถระรูปที่สอง เพราะเหตุนั้น วาทะแม้ทั้ง ๒ ย่อมผิด แต่ในฌาน เหล่านั้น ในวาทะของพระเถระที่ ๓ ว่า พระโยคาวจรย่อมปรารถนาฌานใด มรรคก็ประกอบด้วยฌานนั้น ดังนั้น วาทะเหล่านั้นของท่านจึงไม่ผิด และภิกษุ นั้นก็เป็นผู้มีอัชฌาสัยเป็นไปกันด้วยประโยชน์ ดังนี้ พระเถระแม้ทั้ง ๓ รูป เป็นบัณฑิต เป็นผู้ฉลาด เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยคุณธรรมอันเจริญ ด้วยเหตุนั้น อันเตวาสิกเหล่านั้น จึงทำวาทะของพระเถระทั้ง ๓ เหล่านั้น ให้เป็นแบบแผน ก็ในอภิธรรมนี้ข้าพเจ้าจึงยกอรรถนั้นแหละขึ้นแสดงว่า ก็วิปัสสนาย่อมกำหนด วาทะทั้ง ๓ นี้ ดังนี้.
บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในคำนี้ว่า นิมิตฺตปฏิปทาปติ (นิมิต ปฏิปทา และอธิบดี) ต่อไป. ถามว่า กาลเกิดขึ้นแห่งมรรคซึ่งเปลี่ยนองค์อย่างนี้ โคตรภู ย่อมออกไปจากที่ไหน มรรคย่อมออกไปจากที่ไหน ? ตอบว่า โคตรภูย่อม ออกจากนิมิตก่อน แต่ไม่อาจตัด (กิเลส) ที่เป็นไปได้ เพราะโคตรภูนั้นมีการ ออกไปอย่างเดียว มรรคย่อมออกจากนิมิต ย่อมตัด (กิเลส) ที่เป็นไปได้ เพราะมรรคนี้มีการออกไปทั้ง ๒ อย่าง. บรรดาการออกไปแห่งโคตรภูและ มรรคนั้น พึงทราบนัยที่เกิดขึ้น ดังต่อไปนี้.