ธัมมสังคณี
ฉบับ มมร. · เล่ม ๗๕ · หน้า ๖๓๔ · ข้อ 270
เข้าสู่ระบบเพื่อคั่นหน้า

เหล่านั้น คือ วิญญาณขันธ์ อรูปขันธ์ ๓ คือเวทนาสัญญาและสังขารขันธ์ที่

สัมปยุตด้วยวิญญาณขันธ์นั้น. บรรดามรรคเหล่านั้น ถ้าพระโสดาบันจักไม่ให้

โสดาปัตติมรรคเกิดขึ้นไซร้ อกุศลจิตทั้ง ๕ เหล่านี้ก็พึงถึงการกลุ้มรุมในอารมณ์ ทั้ง ๖. ก็โสดาปัตติมรรค เมื่อจะห้ามการเกิดกลุ้มรุมของอกุศลเหล่านั้นจึง ทำการถอนขึ้นซึ่งเสตุคือเหตุให้ไม่มีภาวะที่ควรจะเกิดขึ้น จึงชื่อว่า ย่อมออก จากอนุปาทินนกขันธ์.

สกทาคามิมรรค ย่อมละอกุศลจิต ๖ ดวง ที่เป็นกามราคะและ พยาบาทอย่างหยาบ คือ จิต ๔ ดวงที่เป็นทิฏฐิวิปปยุต และจิต ๒ ดวงที่เป็น

โทมนัสสสหคตะ. อนาคามิมรรค ย่อมละจิต ๖ ดวงเหล่านั้นนั่นแหละที่เป็น

กามราคะและพยาบาทอย่างละเอียด. อรหัตมรรค ย่อมละอกุศลจิต ๕ คือ

อกุศลจิต ๔ ดวงที่เป็นทิฏฐิวิปปยุต และจิตที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ. บรรดา อกุศลจิตเหล่านั้น ถ้าพระอริยะเหล่านั้นไม่พึงเจริญมรรคให้เกิดขึ้นไซร้ อกุศลจิตเหล่านั้นก็พึงถึงการกลุ้มรุมในอารมณ์ ๖ แต่มรรคเหล่านั้น เมื่อห้าม การเกิดขึ้นกลุ้มรุมแห่งจิตเหล่านั้นจึงทำการถอนขึ้นซึ่งเสตุคือเหตุให้มีภาวะที่ ไม่ควรเกิดขึ้นได้ จึงชื่อว่า ย่อมออกจากอนุปาทินนกขันธ์.

อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ฉายาแห่งการออกไปจากอุปาทินนกขันธ์ ดังนี้ แล้วกล่าวว่า ย่อมออกจากอุปาทินนกขันธ์ ดังนี้. ก็ถ้าพระโสดาบัน จักไม่เจริญให้โสดาปัตติมรรคเกิดแล้ว ความเป็นไป แห่งอุปาทินนกขันธ์ ก็พึงเป็นไปในสังสารวัฏอันมีเบื้องต้นและที่สุดที่บุคคลรู้ไม่ได้แล้ว เว้นไว้ ๗ ภพ. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุแห่งความเป็นไปของอุปาทินนกขันธ์นั้น ยังมีอยู่ ก็โสดาปัตติมรรคเมื่อเกิดขึ้นนั่นแหละย่อมถอนขึ้นซึ่งกิเลส ๕ เหล่านี้ คือ สัญโญชน์ ๓ อย่าง ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย บัดนี้ ความเป็นไป