The Great Analysis, Part 2
Édition thaïe MCU · Vinaya Piṭaka — The Basket of Monastic Discipline · Volume 2 · 737 pages
Résumé par IA à partir du volume entier (134 sujets) — cliquez pour aller à la page où commence un sujet.
- Page 1–8 จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑ (อติเรกจีวร) พระฉัพพัคคีย์ทรงอติเรกจีวรจึงทรงบัญญัติห้ามเก็บจีวรส่วนเกินไว้เกิน ๑๐ วัน ต่อมาพระอานนท์อยากถวายจีวรที่เกิดแก่ตนให้พระสารีบุตรผู้ไปเมืองสาเกต จึงทรงอนุญาตให้เก็บได้ไม่เกิน ๑๐ วัน
- Page 9–18 จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๒ (อยู่ปราศจากไตรจีวร) ภิกษุฝากสังฆาฏิไว้กับผู้อื่นแล้วออกจาริกจนสังฆาฏิขึ้นรา ทรงบัญญัติห้ามอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้คืนเดียว ภายหลังทรงอนุญาตให้สงฆ์สมมติยกเว้นแก่ภิกษุไข้
- Page 19–25 จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๓ (อกาลจีวร) ภิกษุได้ผ้านอกกาลแต่ไม่พอทำจีวรจึงเก็บรอผ้าเพิ่ม เมื่อเก็บไว้เกิน ๑ เดือนจึงทรงบัญญัติจำกัดเวลาเก็บ
- Page 26–31 จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๔ (ใช้ภิกษุณีซัก/ย้อม/ทุบจีวรเก่า) พระอุทายีกับอดีตภรรยาที่บวชเป็นภิกษุณีมีพฤติกรรมส่อไปในทางกามจนนางตั้งครรภ์ ทรงบัญญัติห้ามภิกษุใช้ภิกษุณีผู้ไม่ใช่ญาติซัก ย้อม หรือทุบจีวรเก่า
- Page 32–38 จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๕ (รับจีวรจากมือภิกษุณี) ภิกษุณีอุบลวรรณาได้เนื้อจากหัวหน้าโจรแล้วเหาะมาถวายพระพุทธเจ้า แต่พระอุทายีรบเร้าขอแลกกับอันตรวาสกจนนางต้องถวายผ้าผืนสุดท้าย ทรงบัญญัติห้ามรับจีวรจากมือภิกษุณีผู้ไม่ใช่ญาติ
- Page 39–45 จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๖ (ขอจีวรต่อคฤหัสถ์ผู้มิใช่ญาติ) พระอุปนันทะรบเร้าขอผ้านุ่งที่บุตรเศรษฐีสวมอยู่ทันที และมีภิกษุถูกโจรปล้นจีวรจนต้องเดินเปลือยกาย ทรงบัญญัติห้ามออกปากขอจีวรจากคฤหัสถ์ผู้ไม่ใช่ญาติ เว้นแต่ถูกชิงหรือจีวรหาย
- Page 46–50 จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๗ (รับจีวรเกินกำหนดจากผู้ปวารณา) พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ออกปากขอจีวรแทนภิกษุที่ถูกโจรชิงจนได้จีวรมากมายซ้ำซ้อน ถูกชาวบ้านตำหนิว่าจะค้าผ้า ทรงบัญญัติจำกัดจำนวนที่รับได้
- Page 51–56 จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๘ (อุททิสสิกขาบท) อุบาสกตระเตรียมทรัพย์จะซื้อจีวรถวายโดยยังไม่ได้ปวารณาให้เลือกชนิด แต่พระอุปนันทะเข้าไปกำหนดชนิดจีวรเอง ทรงบัญญัติห้าม
- Page 57–62 จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๙ (อุภินนอุททิสสิกขาบท) กรณีคล้ายสิกขาบทก่อนแต่เป็นคฤหัสถ์ ๒ คนร่วมกันจัดหาทรัพย์ พระอุปนันทะก็เข้าไปกำหนดชนิดจีวรอีก ทรงบัญญัติห้ามเช่นเดียวกัน
- Page 63–70 จีวรวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ (ราชสิกขาบท) — จบวรรคที่ ๑ (จีวรวรรค) พระราชาส่งทูตมาถวายทรัพย์ค่าจีวรแก่พระอุปนันทะ แต่ท่านไม่ยอมรอไวยาวัจกรแม้วันเดียวจนถูกปรับ ๕๐ กหาปณะ ทรงบัญญัติขั้นตอนทวง/ยืนขอจีวรจากไวยาวัจกร
- Page 71–74 โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๑ (สันถัตเจือไหม) พระฉัพพัคคีย์ให้ช่างทอผ้าไหมต้มตัวไหมจำนวนมากเพื่อทำสันถัต ทรงบัญญัติห้ามภิกษุใช้ให้ทำสันถัตผสมใยไหม
- Page 75–78 โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๒ (สันถัตขนเจียมดำล้วน) พระฉัพพัคคีย์ใช้ให้ทำสันถัตขนเจียมดำล้วนเหมือนคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ทรงห้ามทำสันถัตดำล้วน
- Page 79–82 โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๓ (สัดส่วนขนเจียม) พระฉัพพัคคีย์หลบเลี่ยงกฎเดิมโดยแอบปนขนขาวเพียงนิดเดียว ทรงบัญญัติสัดส่วนบังคับของขนเจียมดำ/ขาว/แดงในสันถัต
- Page 83–88 โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๔ (สันถัตใหม่ก่อนครบ ๖ ปี) ภิกษุทำสันถัตใหม่ทุกปีจนชาวบ้านตำหนิ ทรงบัญญัติให้ใช้สันถัตอย่างน้อย ๖ ปี พร้อมอนุบัญญัติผ่อนปรนสำหรับภิกษุไข้
- Page 89–95 โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๕ (เศษสันถัตเก่าปน) พระพุทธเจ้าทรงหลีกเร้นตลอดไตรมาส พระอุปเสนวังคันตบุตรพาบริษัทเข้าเฝ้าโดยไม่รู้กติกาห้าม แต่ทรงพอพระทัยในธุดงควัตรของท่านจนภิกษุทิ้งสันถัตหันไปถือธุดงค์ ทรงบัญญัติให้ต้องเอาสันถัตเก่ามาปนเมื่อทำใหม่
- Page 96–100 โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๖ (ถือขนเจียมเดินทางไกล) ภิกษุแบกขนเจียมห่อด้วยจีวรเดินทางไกล ถูกชาวบ้านล้อว่าเป็นพ่อค้าขายขนแกะจนอายต้องทิ้งขนเจียม ทรงบัญญัติจำกัดระยะทางถือขนเจียมเอง
- Page 101–106 โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๗ (ใช้ภิกษุณีซัก/ย้อม/สางขนเจียม) พระฉัพพัคคีย์ใช้ภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติทำงานเหล่านี้จนละเลยการเรียนธรรม พระนางมหาปชาบดีโคตมีทูลฟ้อง ทรงบัญญัติห้าม
- Page 107–111 โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๘ (รูปิยสิกขาบท) พระอุปนันทะรับเงินแทนเนื้อที่ถูกเด็กในบ้านแย่งกินก่อน ถูกตำหนิว่ารับเงินทองเหมือนคฤหัสถ์ ทรงบัญญัติห้ามภิกษุรับเงินทอง
- Page 112–116 โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๙ (รูปิยสังโวหารสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์แลกเปลี่ยนรูปิยะชนิดต่างๆ เหมือนพ่อค้า ทรงห้ามภิกษุแลกเปลี่ยนรูปิยะ
- Page 117–121 โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ (กยวิกกยสิกขาบท) — จบวรรคที่ ๒ (โกสิยวรรค) พระอุปนันทะแลกสังฆาฏิเก่ากับผ้าราคาแพงของปริพาชก แล้วไม่ยอมคืนเมื่อปริพาชกเสียใจขอแลกกลับ ถูกตำหนิว่า "แม้คฤหัสถ์ยังคืนของให้กัน" ทรงห้ามภิกษุซื้อขาย
- Page 122–127 ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑ (อติเรกบาตร) พระฉัพพัคคีย์สะสมบาตรจำนวนมากจนถูกแซวว่าจะตั้งร้านขายภาชนะดินเผา ต่อมาพระอานนท์อยากถวายบาตรส่วนเกินแก่พระสารีบุตร ทรงผ่อนผันให้เก็บได้ไม่เกิน ๑๐ วัน
- Page 128–138 ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๒ (ขอบาตรใหม่) นายช่างหม้อถูกภิกษุขอบาตรจนเลี้ยงครอบครัวไม่ได้ ภายหลังฉัพพัคคีย์อ้างบาตรมีตำหนิเล็กน้อยขอบาตรใหม่ ทรงบัญญัติห้ามขอบาตรใหม่หากบาตรเดิมมีรอยซ่อมไม่ถึง ๕ แห่ง พร้อมตารางแจกแจงกรณีอย่างละเอียด
- Page 139–146 ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๓ (เก็บเภสัชห้าเกิน ๗ วัน) พระปิลินทวัจฉะที่กรุงราชคฤห์มีปาฏิหาริย์เสวียนหญ้ากลายเป็นดอกไม้ทองและปราสาทกลายเป็นทองคำ ทำให้ชาวบ้านถวายเภสัชห้าล้นเหลือจนหนูชุกชุม ทรงบัญญัติให้เก็บเภสัชได้ไม่เกิน ๗ วัน
- Page 147–151 ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๔ (ผ้าอาบน้ำฝน) ฉัพพัคคีย์แสวงหาและนุ่งผ้าอาบน้ำฝนก่อนเวลาจนผ้าเก่าคร่ำคร่าต้องเปลือยกายอาบน้ำ ทรงบัญญัติกำหนดเวลาแสวงหาและนุ่ง
- Page 152–155 ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๕ (ให้จีวรแล้วชิงคืน) พระอุปนันทะให้จีวรแก่ภิกษุรุ่นน้องเพื่อชักชวนไปเที่ยวชนบทด้วยกัน เมื่อภิกษุเปลี่ยนใจจะตามเสด็จพระพุทธเจ้า ท่านโกรธและชิงจีวรคืนต่อหน้า ทรงบัญญัติห้าม
- Page 156–160 ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๖ (ขอด้ายเองให้ช่างทอ) ฉัพพัคคีย์ออกปากขอด้ายมาเองให้ช่างหูกทอจีวรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทรงห้ามภิกษุขอด้ายเองมาให้ช่างทอจีวร
- Page 161–166 ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๗ (กำหนดคุณภาพจีวรกับช่างหูกคนอื่น) พระอุปนันทะสั่งช่างหูกทอผ้าใหญ่กว่ากำหนดโดยไม่บอกเจ้าของด้าย จนสามีกลับมาทราบความจริงและตำหนิ ทรงบัญญัติห้าม
- Page 167–172 ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๘ (อัจเจกจีวร) มหาอมาตย์จะไปรบนิมนต์ภิกษุรับผ้าจำนำพรรษาก่อนกำหนดเพราะกลัวตาย ทรงอนุญาตให้รับ "อัจเจกจีวร" ได้ แต่กำหนดเวลาเก็บ
- Page 173–178 ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๙ (เสนาสนะป่ามีภัย) ภิกษุอยู่เสนาสนะป่าถูกโจรกัตติกะปล้นเพราะเข้าใจว่ามีลาภ ทรงอนุญาตให้ฝากไตรจีวรไว้ในละแวกบ้านได้ไม่เกิน ๖ คืน
- Page 179–184 ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ (น้อมลาภสงฆ์มาเป็นของตน) — จบนิสสัคคิยกัณฑ์ (๓๐ สิกขาบท) สมาคมหนึ่งจัดภัตตาหารและจีวรถวายสงฆ์เป็นประจำ ฉัพพัคคีย์รบเร้าขอจีวรนั้นมาเป็นของตนจนสมาคมยอมถวายเฉพาะภัตตาหาร ทรงบัญญัติห้ามน้อมลาภสงฆ์มาเพื่อตน ปิดท้ายด้วยบทสรุปปัตตวรรคและจบนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ สิกขาบท
- Page 185–198 ปาจิตติยกัณฑ์ / มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑ (มุสาวาท) เปิดกัณฑ์ใหม่ (ปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท) เรื่องพระหัตถกศากยบุตรนักโต้วาทะที่กล่าวเท็จทั้งที่รู้เพื่อเอาชนะพวกเดียรถีย์ ทรงบัญญัติห้ามกล่าวเท็จ ตามด้วยบทภาชนีย์จำแนกอาการกล่าวเท็จอย่างละเอียด
- Page 199–223 มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๒ (โอมสวาทสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์ด่าภิกษุด้วยชาติ ชื่อ ตระกูล ฯลฯ พระพุทธเจ้าทรงเล่านิทานเรื่องโคนันทิวิสาลเปรียบเทียบโทษของคำด่า แล้วทรงบัญญัติห้ามกล่าวเสียดสี ตามด้วยบทภาชนีย์จำแนกอาการด่า ๑๐ อย่างอย่างละเอียด
- Page 224–232 มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๓ (เปสุญญสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์ยุแหย่ภิกษุที่บาดหมางกันให้แตกกันหนักขึ้น ทรงบัญญัติห้ามส่อเสียดภิกษุ
- Page 233–236 มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๔ (ปทโสธัมมสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์สอนอุบาสกให้กล่าวธรรมแข่งกันเป็นบทๆ ทำให้อุบาสกไม่เคารพภิกษุ ทรงบัญญัติห้ามสอนอนุปสัมบันกล่าวธรรมพร้อมกันเป็นบท
- Page 237–240 มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๕ (สหเสยยสิกขาบท) ภิกษุบวชใหม่นอนปนกับอุบาสกในโรงฉันจนขาดสติ ทรงบัญญัติห้ามนอนร่วมกับอนุปสัมบัน ต่อมาสามเณรราหุลหาที่นอนไม่ได้จึงไปนอนในห้องส้วม ทรงผ่อนผันให้นอนร่วมได้ ๒-๓ คืน
- Page 241–245 มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๖ (ทุติยสหเสยยสิกขาบท) พระอนุรุทธะพักในเรือนพักแรมของหญิงที่พยายามยั่วยวนถึงขั้นเปลื้องผ้า แต่ท่านสำรวมอินทรีย์ไม่หวั่นไหวจนหญิงสำนึกและขอถึงไตรสรณคมน์ ทรงบัญญัติห้ามนอนร่วมกับมาตุคามโดยเด็ดขาด
- Page 246–251 มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๗ (ธัมมเทสนาสิกขาบท) พระอุทายีแสดงธรรมกระซิบใกล้หูแม่ผัวและลูกสะใภ้ทีละคนจนทั้งสองเข้าใจผิดคิดว่าเป็นชู้ ทรงบัญญัติห้ามแสดงธรรมแก่มาตุคาม ภายหลังผ่อนผันให้แสดงได้ ๕-๖ คำหากมีบุรุษรู้เดียงสาอยู่ด้วย
- Page 252–268 มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๘ (ภูตาโรจนสิกขาบท) ภิกษุฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทาสมคบกันโกหกอวดคุณวิเศษทางจิตเพื่อแลกอาหารยามข้าวยากหมากแพง จนหน้าตาผ่องใสผิดปกติ พระพุทธเจ้าจับพิรุธได้ ทรงบัญญัติห้ามอวดอุตตริมนุสสธรรม ตามด้วยบทภาชนีย์ไล่เรียงฌาน/วิโมกข์/สมาบัติอย่างละเอียดยาวที่สุดในวรรคนี้
- Page 269–272 มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๙ (ทุฏฐุลลาโรจนสิกขาบท) พระอุปนันทะกำลังอยู่ปริวาสเพราะอาบัติสังฆาทิเสส แล้วพระฉัพพัคคีย์นำไปประจาน ทรงบัญญัติห้ามบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่คนนอก
- Page 273–276 มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ (ปฐวีขณนสิกขาบท) — จบวรรคที่ ๑ (มุสาวาทวรรค) ภิกษุชาวเมืองอาฬวีขุดดินก่อสร้าง ชาวบ้านตำหนิว่าเบียดเบียนชีวะ ทรงห้ามภิกษุขุดหรือใช้ให้ขุดดิน ปิดท้ายด้วยบทสรุปมุสาวาทวรรค
- Page 277–280 ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๑ (ภูตคามสิกขาบท) ภิกษุชาวเมืองอาฬวีตัดต้นไม้ เทวดาที่สิงอยู่ถูกฟันแขนเกือบผูกใจฆ่าภิกษุแต่ยับยั้งไปฟ้องพระพุทธเจ้าแทน ทรงชมเทวดาแล้วบัญญัติห้ามพรากภูตคาม
- Page 281–286 ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๒ (อัญญวาทกสิกขาบท) พระฉันนะถูกไต่สวนอาบัติกลางสงฆ์แล้วพูดกลบเกลื่อนเบี่ยงประเด็นและนิ่งเฉยไม่ตอบ ทรงบัญญัติกรรมวาจาสงฆ์ลงโทษ
- Page 287–290 ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๓ (อุชฌาปนกสิกขาบท) พระเมตติยะและพระภุมมชกะกล่าวใส่ร้ายพระทัพพมัลลบุตรผู้จัดแจงเสนาสนะว่าจัดด้วยความลำเอียง
- Page 291–294 ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๔ (ปฐมเสนาสนสิกขาบท) ภิกษุตั้งเสนาสนะกลางแจ้งผึ่งกายฤดูหนาวแล้วไม่เก็บเมื่อจากไปจนถูกน้ำค้าง/ฝนรด ทรงบัญญัติห้าม
- Page 295–298 ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๕ (ทุติยเสนาสนสิกขาบท) พระสัตตรสวัคคีย์ปูที่นอนในวิหารสงฆ์แล้วไม่เก็บเมื่อจากไปจนถูกปลวกกัด ทรงบัญญัติห้าม
- Page 299–301 ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๖ (อนุปขัชชสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์แย่งที่นอนดีๆ ไล่พระเถระออกแล้วเข้าไปนอนแทรกแซงบีบให้พระเถระอึดอัดจนต้องย้ายหนีเอง
- Page 302–305 ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๗ (นิกกัฑฒนสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์รอให้พระสัตตรสวัคคีย์ซ่อมวิหารเสร็จแล้วอ้างกรรมสิทธิ์ของสงฆ์ฉุดลากออกไปจนร้องไห้
- Page 306–308 ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๘ (เวหาสกุฏิสิกขาบท) ภิกษุ ๒ รูปอยู่กุฎีชั้นลอย รูปชั้นบนนั่งแรงบนเตียงจนเท้าเตียงหลุดตกใส่ศีรษะภิกษุชั้นล่าง
- Page 309–312 ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๙ (มหัลลกวิหารสิกขาบท) พระฉันนะสั่งมุงและฉาบทาวิหารซ้ำหลายครั้งจนพังลงมา แล้วเก็บหญ้า/ไม้ทำให้นาข้าวเหนียวพราหมณ์เสียหาย ทรงบัญญัติจำกัดจำนวนชั้นการมุงหลังคา
- Page 313–315 ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ (สัปปาณกสิกขาบท) — จบวรรคที่ ๒ (ภูตคามวรรค) ภิกษุชาวเมืองอาฬวีรู้อยู่ว่าน้ำมีสิ่งมีชีวิตแต่ยังรดหญ้า/ดิน ทรงบัญญัติห้ามทำน้ำมีชีวิตให้ตาย ปิดท้ายวรรคที่ ๒ ครบ ๑๐ สิกขาบท
- Page 316–325 โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑ (โอวาทสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์สั่งสอนภิกษุณีโดยไม่ได้รับแต่งตั้ง แสดงธรรมน้อยแล้วคุยเรื่องเดรัจฉานกถา ทรงบัญญัติให้ต้องแต่งตั้งภิกษุผู้มีคุณสมบัติ ๘ ประการ พร้อมแสดงครุธรรม ๘ ข้อของภิกษุณี
- Page 326–329 โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๒ (อัตถังคตสิกขาบท) พระจูฬปันถกสั่งสอนภิกษุณีจนพลบค่ำ แสดงฤทธิ์เหาะเปล่งอุทานกลางอากาศ ทำให้ภิกษุณีต้องพักแรมนอกเมือง ทรงบัญญัติห้ามสั่งสอนหลังตะวันตกดิน
- Page 330–334 โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๓ (ภิกขุนูปัสสยสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์เข้าไปสั่งสอนถึงสำนักภิกษุณี ทรงห้าม แต่อนุญาตข้อยกเว้นกรณีพระนางมหาปชาบดีโคตมีประชวร
- Page 335–338 โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๔ (อามิสสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์กล่าวหาว่าพระเถระสั่งสอนภิกษุณีเพราะเห็นแก่ลาภสักการะ ทรงบัญญัติห้ามกล่าวหาเช่นนี้
- Page 339–342 โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๕ (จีวรทานสิกขาบท) ภิกษุให้จีวรแก่ภิกษุณีที่เป็นเพื่อนบิณฑบาตแต่ไม่ใช่ญาติ ทรงห้ามให้จีวรแก่ภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ เว้นแต่แลกเปลี่ยน
- Page 343–346 โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๖ (จีวรสิพพนสิกขาบท) พระอุทายีเย็บจีวรให้ภิกษุณีพร้อมแอบเขียนรูปวิจิตรไว้กลางผ้า ชาวบ้านตำหนิว่าไร้ยางอาย ทรงห้ามเย็บจีวรให้ภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ
- Page 347–351 โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๗ (สังวิธานสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์ปฏิเสธไม่ให้ภิกษุณีเดินทางร่วม สุดท้ายภิกษุณีถูกโจรปล้นและประทุษร้ายระหว่างทาง ทรงห้าม แต่อนุญาตในเส้นทางที่มีภัยโจร
- Page 352–355 โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๘ (นาวาภิรูหนสิกขาบท) เหตุการณ์คล้ายกันซ้ำ ภิกษุณีถูกโจรปล้นเพราะต้องข้ามแม่น้ำทีหลังภิกษุ ทรงห้ามโดยสารเรือลำเดียวกับภิกษุณี เว้นแต่ข้ามฟาก
- Page 356–360 โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๙ (ปริปาจิตสิกขาบท) ภิกษุณีถุลลนันทาแนะนำคหบดีให้ถวายภัตตาหารแก่พระเทวทัตแทนพระอัครสาวก จนถูกจับได้ว่าพูดสองมาตรฐานและถูกขับไล่ ทรงห้ามฉันบิณฑบาตที่ภิกษุณีแนะนำจัดเตรียม
- Page 361–364 โอวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ (รโหนิสัชชสิกขาบท) — จบวรรคที่ ๓ (โอวาทวรรค) พระอุทายีนั่งในที่ลับสองต่อสองกับภิกษุณีผู้เป็นอดีตภรรยา ทรงห้ามนั่งในที่ลับกับภิกษุณีตามลำพัง ปิดท้ายวรรคที่ ๓ ครบ ๑๐ สิกขาบท
- Page 365–369 โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๑ (อาวสถปิณฑสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์ฉันภัตตาหารในที่พักแรมเป็นประจำจนเดียรถีย์หลีกไป ทรงห้ามฉันเกินมื้อเดียว เว้นภิกษุอาพาธ
- Page 370–378 โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๒ (คณโภชนสิกขาบท) พระเทวทัตพร้อมบริษัทเสื่อมลาภจึงออกปากขอภัตตาหารเป็นหมู่ ทรงห้ามฉันคณโภชนะ แล้วค่อยๆ ผ่อนผันข้อยกเว้นหลายกรณี (อาพาธ ถวายจีวร ทำจีวร เดินทางไกล โดยสารเรือ)
- Page 379–386 โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๓ (ปรัมปรโภชนสิกขาบท) ชายกรรมกรผู้ยากจนนิมนต์สงฆ์แต่ภิกษุไปฉันที่อื่นมาก่อนทำให้เขาเสียใจ ทรงบัญญัติห้ามฉันปรัมปรโภชนะ พร้อมข้อยกเว้น
- Page 387–392 โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๔ (กาณมาตุสิกขาบท) มารดานางกาณาถวายขนมแก่ภิกษุจนหมดสิ้นทำให้ธิดากลับบ้านสามีมือเปล่าจนสามีไปมีภรรยาใหม่ ทรงบัญญัติจำกัดการรับขนมไม่เกิน ๒-๓ บาตร
- Page 393–398 โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๕ (ปฐมปวารณาสิกขาบท) พระพุทธเจ้าทรงได้ยินเสียงกาส่งเสียงร้องเพราะภิกษุทิ้งบิณฑบาตประณีตที่เตรียมถวายภิกษุไข้ ทรงบัญญัติเรื่องการห้ามภัตตาหาร
- Page 399–403 โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๖ (ทุติยปวารณาสิกขาบท) ภิกษุที่ถูกตักเตือนแค้นเคืองจึงแกล้งเอาของไม่เป็นเดนไปรบเร้าให้เพื่อนฉันเพื่อจับผิด ทรงบัญญัติห้ามจงใจล่อภิกษุอื่นให้ผิดวินัย
- Page 404–406 โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๗ (วิกาลโภชนสิกขาบท) พระสัตตรสวัคคีย์ไปชมมหรสพแล้วนำของเคี้ยวมาแบ่งฉัพพัคคีย์หลังเที่ยงวัน ทรงบัญญัติห้ามฉันในเวลาวิกาล
- Page 407–409 โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๘ (สันนิธิการกสิกขาบท) พระเวฬัฏฐสีสะตากข้าวสุกเก็บไว้ฉันภายหลังจนไม่ต้องบิณฑบาตบ่อย ถูกตำหนิว่าสะสมอาหาร ทรงห้ามฉันของที่เก็บสะสมไว้ข้ามวัน
- Page 410–413 โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๙ (ปณีตโภชนสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์ออกปากขอโภชนะประณีต (เนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ) มาเพื่อตน ทรงบัญญัติห้าม เว้นแต่เป็นไข้
- Page 414–417 โภชนวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ (ทันตโปนสิกขาบท) — จบวรรคที่ ๔ (โภชนวรรค) ภิกษุถือธุดงค์หยิบเครื่องเซ่นในป่าช้ามาฉันเอง ชาวบ้านหาว่าฉันเนื้อมนุษย์ ทรงบัญญัติห้ามกลืนอาหารที่ยังไม่มีผู้ถวาย ปิดท้ายวรรคที่ ๔ ครบ ๑๐ สิกขาบท
- Page 418–422 อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๑ (อเจลกสิกขาบท) พระอานนท์แจกขนมทานคนกินเดนพลาดให้ปริพาชิกาคนเดียวกันซ้ำจนถูกล้อว่าเป็นชู้ อุบาสกขอร้องอย่าให้ของแก่เดียรถีย์ด้วยมือตนเอง ทรงบัญญัติห้าม
- Page 423–426 อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๒ (อุยโยชนสิกขาบท) พระอุปนันทะชวนภิกษุไปบิณฑบาตด้วยกันแล้วไล่กลับโดยไม่ให้อะไรฉันจนภิกษุอดอาหาร ทรงบัญญัติห้ามส่งภิกษุกลับโดยไม่มีเหตุอันควร
- Page 427–430 อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๓ (สโภชนสิกขาบท) พระอุปนันทะนั่งในห้องนอนกับภรรยาของสหาย สหายไล่กลับ ๓ ครั้งแต่ภรรยาขอร้องให้อยู่ต่อทุกครั้ง ทรงบัญญัติห้ามนั่งแทรกแซงในตระกูลที่มีคน ๒ คน
- Page 431–433 อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๔ (รโหปฏิจฉันนสิกขาบท) พระอุปนันทะนั่งบนอาสนะที่มีสิ่งกำบังในที่ลับกับภรรยาของสหายอีกครั้ง ถูกตำหนิ ทรงบัญญัติห้าม
- Page 434–436 อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๕ (รโหนิสัชชสิกขาบท) พระอุปนันทะนั่งในที่ลับกับภรรยาของสหายสองต่อสองไม่มีสิ่งกำบัง ทรงบัญญัติห้ามนั่งในที่ลับกับมาตุคามสองต่อสอง
- Page 437–444 อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๖ (จาริตตสิกขาบท) พระอุปนันทะรับนิมนต์แล้วยังไปเยี่ยมตระกูลอื่นก่อน/หลังฉันภัตตาหารทำให้ภิกษุอื่นฉันไม่ทัน ทรงบัญญัติห้ามเที่ยวสัญจรไปในตระกูลก่อนเวลาฉัน พร้อมข้อยกเว้น
- Page 445–450 อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๗ (มหานามสิกขาบท) พระเจ้ามหานามศากยะทรงปวารณาสงฆ์ด้วยเภสัชตลอดชีวิต แต่พระฉัพพัคคีย์แค้นเคืองที่ถูกตำหนิเรื่องนุ่งห่มจึงแกล้งไปขอเนยใสก่อนเวลาซ้ำๆ ทรงบัญญัติห้าม
- Page 451–454 อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๘ (อุยยุตตเสนาสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์ไปดูกองทัพพระเจ้าปเสนทิโกศลออกรบ ถูกพระราชาและพลรบตำหนิ ทรงห้าม ยกเว้นมีเหตุจำเป็น
- Page 455–457 อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๙ (เสนาวาสสิกขาบท) ภิกษุมีธุระจำเป็นเข้าไปในกองทัพพักแรมเกิน ๓ คืนถูกพลรบตำหนิ ทรงจำกัดเวลาพักไว้เพียง ๒-๓ คืน
- Page 458–461 อเจลกวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ (อุยโยธิกสิกขาบท) — จบวรรคที่ ๕ (อเจลกวรรค) พระฉัพพัคคีย์เที่ยวดูสนามรบขณะพักแรมในกองทัพ รูปหนึ่งถูกยิงด้วยลูกศรจนถูกชาวบ้านเยาะเย้ยว่าชนะกี่แต้ม ทรงห้ามเที่ยวดูสนามรบ ปิดท้ายวรรคที่ ๕ ครบ ๑๐ สิกขาบท
- Page 462–466 สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๑ (สุราปานสิกขาบท) พระสาคตะปราบนาคพิษด้วยเตโชกสิณจนโด่งดัง ชาวกรุงโกสัมพีถวายสุราทุกบ้านจนท่านเมาล้มกลิ้งที่ประตูเมือง พระพุทธเจ้าทรงเปรียบว่าสู้แม้งูน้ำก็ไม่ได้ ทรงบัญญัติห้ามดื่มสุราเมรัย
- Page 467–469 สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๒ (อังคุลิปโตทกสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์ใช้นิ้วมือจี้ภิกษุรูปหนึ่งให้หัวเราะจนหายใจไม่ทันถึงแก่มรณภาพ ทรงห้ามการจี้เล่นให้หัวเราะ
- Page 470–472 สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๓ (หัสสธัมมสิกขาบท) พระสัตตรสวัคคีย์เล่นน้ำในแม่น้ำอจิรวดี พระเจ้าปเสนทิโกศลทอดพระเนตรเห็น พระนางมัลลิกาแซวว่า "พระอรหันต์กำลังเล่นน้ำ" นำไปสู่การบัญญัติห้ามเล่นน้ำ
- Page 473–475 สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๔ (อนาทริยสิกขาบท) พระฉันนะประพฤติไม่สมควรและไม่ฟังคำตักเตือนของภิกษุอื่น ทรงบัญญัติห้ามความไม่เอื้อเฟื้อทั้งต่อบุคคลและต่อธรรม
- Page 476–478 สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๕ (ภิงสาปนสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์แกล้งทำให้พระสัตตรสวัคคีย์ตกใจจนร้องไห้ ทรงห้ามการทำให้ภิกษุตกใจ
- Page 479–482 สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๖ (โชติกสิกขาบท) ภิกษุก่อไฟผิงที่ขอนไม้มีโพรงในฤดูหนาว งูเห่าในโพรงถูกไฟร้อนเลื้อยไล่ภิกษุหนีกระเจิง ทรงห้ามก่อไฟผิง เว้นแต่มีเหตุจำเป็น
- Page 483–489 สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๗ (นหานสิกขาบท) ภิกษุอาบน้ำในแม่น้ำตโปทานานจนพระเจ้าพิมพิสารต้องรอจนพลบค่ำและประตูเมืองปิด ทรงบัญญัติห้ามอาบน้ำถี่กว่าครึ่งเดือน พร้อมทยอยผ่อนผันข้อยกเว้น
- Page 490–492 สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๘ (ทุพพัณณกรณสิกขาบท) ภิกษุจำจีวรของตนไม่ได้เมื่อเจ้าหน้าที่จับโจรและของกลางคืนมาให้ ทรงบัญญัติให้ทำเครื่องหมายเสียสีบนจีวรใหม่ก่อนใช้สอย
- Page 493–496 สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๙ (วิกัปปนสิกขาบท) พระอุปนันทะวิกัปจีวรของตนแก่ภิกษุรูปอื่นแล้วยังใช้สอยจีวรนั้นเองโดยไม่ได้ปัจจุทธรณ์คืน ทรงห้าม
- Page 497–500 สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ (จีวรอปนิธานสิกขาบท) — จบวรรคที่ ๖ (สุราปานวรรค) พระฉัพพัคคีย์แกล้งเอาบาตรจีวรของพระสัตตรสวัคคีย์ไปซ่อนเล่นจนเจ้าของร้องไห้ ทรงบัญญัติห้ามซ่อนบริขารของภิกษุอื่นแม้เพื่อล้อเล่น ปิดท้ายวรรคที่ ๖ ครบ ๑๐ สิกขาบท
- Page 501–503 สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๑ (สัญจิจจสิกขาบท — จงใจฆ่าสัตว์) พระอุทายีนักยิงธนูไม่ชอบอีกา ยิงอีกาตายแล้วตัดหัวเสียบหลาวเรียงไว้ ทรงบัญญัติห้ามภิกษุจงใจฆ่าสัตว์ดิรัจฉาน
- Page 504–505 สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๒ (สัปปาณกสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์รู้อยู่ว่าน้ำมีสัตว์มีชีวิตแต่ยังขืนบริโภค ทรงบัญญัติห้าม
- Page 506–508 สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๓ (อุกโกฏนสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์รื้อฟื้นอธิกรณ์ที่สงฆ์ตัดสินถูกต้องแล้วขึ้นมาพิจารณาใหม่ ทรงห้าม
- Page 509–512 สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๔ (ทุฏฐุลลสิกขาบท) พระอุปนันทะต้องอาบัติสัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิแล้วขอให้สัทธิวิหาริกปกปิดไว้ เรื่องแดงขึ้นภายหลัง ทรงบัญญัติห้ามปกปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่น
- Page 513–517 สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๕ (อูนวีสติวัสสสิกขาบท) เด็กชายอุบาลี (ผู้ต่อมาเป็นพระอุบาลีเถระ เอตทัคคะด้านพระวินัย) กับเพื่อน ๑๗ คนพากันบวช คืนแรกร้องไห้ขอข้าวจนถ่ายอุจจาระปัสสาวะรดเสนาสนะ ทรงบัญญัติห้ามบวชผู้อายุไม่ครบ ๒๐ ปี
- Page 518–520 สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๖ (เถยยสัตถสิกขาบท) ภิกษุร่วมทางกับพ่อค้าเกวียนที่เลี่ยงภาษี ถูกเจ้าหน้าที่จับ ทรงห้ามเดินทางร่วมกับกองเกวียนหนีภาษี
- Page 521–524 สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๗ (สังวิธานสิกขาบท — ชวนมาตุคามเดินทาง) หญิงทะเลาะกับสามีขอเดินทางไปกับภิกษุ สามีตามไปทุบตีภิกษุก่อนหญิงยืนยันความบริสุทธิ์ของภิกษุ ทรงห้ามชักชวนมาตุคามเดินทางไกลร่วมกัน
- Page 525–531 สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๘ (อริฏฐสิกขาบท) พระอริฏฐะเกิดทิฏฐิผิดว่าธรรมที่ตรัสว่าเป็นอันตรายไม่ได้อันตรายจริง แม้ถูกทรงตำหนิพร้อมอุปมากาม ๑๐ อย่างก็ไม่ยอมสละ ทรงบัญญัติสวดสมนุภาสน์ ๓ ครั้ง
- Page 532–535 สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๙ (อุกขิตตสัมโภคสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์ยังคบหา/นอนร่วมกับพระอริฏฐะแม้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมแล้ว ทรงห้ามคบภิกษุที่ถูกยกวัตร
- Page 536–543 สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ (กัณฏกสิกขาบท) — จบวรรคที่ ๗ (สัปปาณกวรรค) สามเณรกัณฏกะมีทิฏฐิบาปเดียวกับพระอริฏฐะไม่ยอมสละ สงฆ์จึงนาสนะขับไล่ แต่พระฉัพพัคคีย์กลับปลอบโยนคบหาสามเณรที่ถูกขับ ปิดท้ายวรรคที่ ๗ ครบ ๑๐ สิกขาบท
- Page 544–547 สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๑ (สหธรรมิกสิกขาบท) พระฉันนะบ่ายเบี่ยงเมื่อถูกตักเตือน อ้างจะรอถามผู้เชี่ยวชาญวินัยก่อน ทรงบัญญัติห้ามไม่ยอมศึกษาสิกขาบท
- Page 548–551 สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๒ (วิเลขนสิกขาบท) พระพุทธเจ้าสรรเสริญพระอุบาลีเรื่องวินัยจนภิกษุแห่ไปเรียนด้วย พระฉัพพัคคีย์กลัวถูกจับผิดจึงกล่าวดูหมิ่นพระวินัยว่าไร้ประโยชน์ ทรงห้าม
- Page 552–555 สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๓ (โมหนสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์ประพฤติผิดแล้วแสร้งอ้างว่าเพิ่งรู้กฎขณะฟังสวดปาติโมกข์ ทั้งที่เคยฟังมาแล้วหลายครั้ง ทรงกำหนดวิธีโมหาโรปนกรรม
- Page 556–558 สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๔ (ปหารสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์โกรธไม่พอใจแล้วทำร้ายพระสัตตรสวัคคีย์จนร้องไห้ ทรงห้ามทำร้ายร่างกายภิกษุอื่น
- Page 559–561 สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๕ (ตลสัตติกสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์โกรธพระสัตตรสวัคคีย์ เงื้อมือจะทำร้ายจนพวกท่านร้องไห้ ทรงบัญญัติห้ามเงื้อฝ่ามือทำทีจะทำร้าย
- Page 562–564 สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๖ (อมูลกสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์ใส่ความภิกษุอื่นด้วยอาบัติสังฆาทิเสสที่ไม่มีมูลความจริง ทรงห้าม
- Page 565–567 สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๗ (สัญจิจจสิกขาบท — จงใจก่อความรำคาญ) พระฉัพพัคคีย์พูดจี้ใจพระสัตตรสวัคคีย์เรื่องอายุบวชไม่ครบจนร้องไห้ ทรงห้าม
- Page 568–570 สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๘ (อุปัสสุติสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์ยืนแอบฟังภิกษุผู้บาดหมางทะเลาะกันแล้วนำไปกล่าวหา ทรงห้าม
- Page 571–573 สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๙ (กัมมปฏิพาหนสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์ให้ฉันทะแล้วภายหลังกลับติเตียนกรรมที่สงฆ์ทำถูกต้องแล้ว ทรงห้าม
- Page 574–576 สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ (ฉันทอทัตวาคมนสิกขาบท) ภิกษุรูปหนึ่งเมื่อสงฆ์กำลังวินิจฉัยเรื่องอยู่ ไม่ให้ฉันทะแล้วลุกจากอาสนะจากไป ทรงห้าม
- Page 577–580 สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๑๑ (ทัพพสิกขาบท) สงฆ์ถวายจีวรแก่พระทัพพมัลลบุตรผู้จัดแจงเสนาสนะและแจกภัตตาหารให้สงฆ์ พระฉัพพัคคีย์กลับติเตียนภายหลังว่าน้อมลาภตามความคุ้นเคย ทรงห้าม
- Page 581–584 สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๑๒ (ปริณามนสิกขาบท) — จบวรรคที่ ๘ (สหธรรมิกวรรค, ๑๒ สิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์รบเร้าให้สมาคมถวายจีวรที่เตรียมไว้ถวายสงฆ์แก่ตนเองแทน ทรงห้ามน้อมลาภที่เป็นของสงฆ์ไปเพื่อบุคคล ปิดท้ายวรรคที่ ๘ ครบ ๑๒ สิกขาบท
- Page 585–592 รตนวรรค สิกขาบทที่ ๑ (อันเตปุรสิกขาบท) พระอานนท์เข้าไปสอนธรรมพระสนมของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระนางมัลลิกาเทวีทรงตกใจลุกขึ้นกะทันหันจนพระภูษาเลื่อนหลุด ทรงแสดงโทษ ๑๐ ประการของการเข้าพระราชฐานชั้นในแล้วบัญญัติห้าม
- Page 593–598 รตนวรรค สิกขาบทที่ ๒ (รตนสิกขาบท) พราหมณ์ทำถุงทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะลืมไว้ริมแม่น้ำ ภิกษุเก็บคืนให้ด้วยความหวังดี แต่พราหมณ์กลับโกหกอ้างว่ามีเงินมากกว่าเพื่อกลั่นแกล้งเอาผิดภิกษุ ทรงห้ามเก็บรัตนะ ภายหลังผ่อนผันให้เก็บได้ในอารามหรือที่พัก
- Page 599–604 รตนวรรค สิกขาบทที่ ๓ (วิกาลคามปเวสนสิกขาบท) พระฉัพพัคคีย์เข้าหมู่บ้านเวลาวิกาลสนทนาดิรัจฉานกถา ภายหลังทรงผ่อนผันให้บอกลาก่อนเข้าได้ และยกเว้นกรณีเร่งด่วนเช่นภิกษุถูกงูกัด
- Page 605–607 รตนวรรค สิกขาบทที่ ๔ (สูจิฆรสิกขาบท) ภิกษุออกปากขอกล่องเข็มจากนายช่างแกะสลักงาช้างมากเกินจนช่างเดือดร้อนทำมาหากินไม่ได้ ทรงห้ามทำกล่องเข็มด้วยกระดูก งา หรือเขา
- Page 608–610 รตนวรรค สิกขาบทที่ ๕ (มัญจปีฐสิกขาบท) พระอุปนันทะนอนเตียงสูงแล้วกราบทูลเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จทอดพระเนตรด้วยความภาคภูมิใจ กลับถูกตำหนิว่า "รู้จักโมฆบุรุษเพราะที่อยู่อาศัย" ทรงห้ามทำเตียงตั่งสูงเกิน ๘ นิ้ว
- Page 611–613 รตนวรรค สิกขาบทที่ ๖ (ตูโลนัทธสิกขาบท) ภิกษุทำเตียงตั่งหุ้มนุ่น ทรงห้าม
- Page 614–616 รตนวรรค สิกขาบทที่ ๗ (นิสีทนสิกขาบท) พระอุทายีรูปร่างใหญ่ดึงชายผ้ารองนั่งออกรอบตัวเหมือนช่างทำหนังเก่า ทรงอนุญาตเพิ่มชายผ้าอีก ๑ คืบเมื่อทำผ้ารองนั่งให้ได้ขนาด
- Page 617–619 รตนวรรค สิกขาบทที่ ๘ (กัณฑุปฏิจฉาทิสิกขาบท) ทรงกำหนดขนาดผ้าปิดฝีให้ได้ขนาด
- Page 620–622 รตนวรรค สิกขาบทที่ ๙ (วัสสิกสาฏิกาสิกขาบท) พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้ผ้าอาบน้ำฝนไม่ได้ขนาด ทรงกำหนดขนาดผ้าอาบน้ำฝนให้ได้มาตรฐาน (ยาว ๖ คืบ กว้าง ๒ คืบครึ่ง)
- Page 623–626 รตนวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ (นันทสิกขาบท) — จบปาจิตติยกัณฑ์ (๙๒ สิกขาบท บริบูรณ์) พระนันทะ โอรสพระมาตุจฉาของพระพุทธเจ้า รูปงามและร่างใกล้เคียงพระพุทธเจ้า ห่มจีวรขนาดเท่าจีวรพระสุคตจนพระเถระเข้าใจผิดคิดว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมา ทรงห้ามทำจีวรขนาดเท่าสุคตจีวร ปิดท้ายด้วยบทสรุปรตนวรรคและจบปาจิตติยกัณฑ์ครบ ๙๒ สิกขาบท
- Page 627–631 ปาฏิเทสนียกัณฑ์ สิกขาบทที่ ๑ (ปฐมปาฏิเทสนียสิกขาบท) ภิกษุณีอดอาหารเพราะมอบบิณฑบาตให้ภิกษุจนหมดติดต่อกัน ๓ วันจนล้มกลางถนน ทรงบัญญัติห้ามภิกษุรับของเคี้ยวของฉันจากมือภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติในละแวกบ้าน
- Page 632–634 ปาฏิเทสนียกัณฑ์ สิกขาบทที่ ๒ (ทุติยปาฏิเทสนียสิกขาบท) ภิกษุณีฉัพพัคคีย์มายืนบงการให้ทายกถวายแกงข้าวสุกเฉพาะแก่พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ ทรงบัญญัติให้ภิกษุที่รับนิมนต์ต้องไล่ภิกษุณีผู้บงการนั้นออกไป
- Page 635–641 ปาฏิเทสนียกัณฑ์ สิกขาบทที่ ๓ (ตติยปาฏิเทสนียสิกขาบท) ตระกูลหนึ่งมีศรัทธาแรงกล้าแต่ขาดแคลนทรัพย์ถวายอาหารแก่ภิกษุจนตนเองอดอาหาร ชาวบ้านน้อยใจว่า "พวกเราจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม" พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สงฆ์สมมติตระกูลนั้นเป็น "ตระกูลเสขะ" และห้ามภิกษุรับอาหารจากตระกูลนั้นโดยไม่ได้รับนิมนต์ไว้ก่อน
- Page 642–647 ปาฏิเทสนียกัณฑ์ สิกขาบทที่ ๔ (จตุตถปาฏิเทสนียสิกขาบท) — จบปาฏิเทสนียกัณฑ์ (๔ สิกขาบท) พวกทาสของเจ้าศากยะซุ่มปล้นและทำร้ายเจ้าหญิงศากยะที่นำอาหารประณีตไปถวายภิกษุในป่า ทรงบัญญัติห้ามภิกษุในเสนาสนะป่าที่หวาดระแวงภัยรับของเคี้ยวของฉันโดยไม่ได้แจ้งไว้ก่อน ปิดท้ายจบปาฏิเทสนียกัณฑ์ครบ ๔ สิกขาบท
- Page 649–659 เสขิยกัณฑ์ วรรคที่ ๑ ปริมัณฑลวรรค หมวดมารยาทว่าด้วยการนุ่งห่มจีวร ปกปิดกาย สำรวมมือเท้า ทอดจักษุลง ไม่เวิกผ้า เมื่อไปในละแวกบ้าน ต้นเหตุจากพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทุกข้อ
- Page 660–669 เสขิยกัณฑ์ วรรคที่ ๒ อุชชัคฆิกวรรค หมวดมารยาทห้ามหัวเราะดัง ตะโกนเสียงดัง โคลงกาย แกว่งแขน โคลงศีรษะ เมื่อเดินหรือนั่งในละแวกบ้าน
- Page 670–680 เสขิยกัณฑ์ วรรคที่ ๓ ขัมภตกวรรค หมวดมารยาทห้ามเท้าสะเอว คลุมศีรษะ เดินกระโหย่ง นั่งรัดเข่า และเริ่มมารยาทการรับบิณฑบาตโดยเคารพ ให้ความสำคัญในบาตร
- Page 681–692 เสขิยกัณฑ์ วรรคที่ ๔ สักกัจจวรรค หมวดมารยาทการฉันบิณฑบาตด้วยความเคารพ ฉันตามลำดับ ฉันพอเหมาะกับแกง ไม่ขยุ้มข้าว ไม่ออกปากขอแกงหรือข้าวสุกมาฉันส่วนตัวเว้นภิกษุไข้ ทำคำข้าวให้กลมพอดีคำ
- Page 693–702 เสขิยกัณฑ์ วรรคที่ ๕ กพฬวรรค หมวดมารยาทเกี่ยวกับคำข้าว ไม่อ้าปากรอคำข้าว ไม่สอดมือทั้งหมดเข้าปาก ไม่พูดขณะมีคำข้าวในปาก ไม่โยน ไม่กัด ไม่ทำกระพุ้งแก้มตุ่ย ไม่สลัดมือ ไม่โปรยเมล็ดข้าว ไม่แลบลิ้น ไม่ทำเสียงจั๊บๆ
- Page 703–716 เสขิยกัณฑ์ วรรคที่ ๖ สุรุสุรุวรรค ภิกษุอดีตนักฟ้อนรำล้อเลียนสงฆ์ที่ดื่มนมเสียงดังซู้ดๆ เป็นต้นเหตุบัญญัติห้ามฉันดังซู้ดๆ ตามด้วยมารยาทไม่เลียมือ ไม่เลียบาตร ไม่เลียริมฝีปาก และเริ่มหมวดห้ามแสดงธรรมแก่ผู้ไม่เคารพ (ถือร่ม ถือไม้พลอง ถืออาวุธ)
- Page 717–735 เสขิยกัณฑ์ วรรคที่ ๗ ปาทุกาวรรค และปกิณกะ — จบหมวดเสขิยะ ห้ามแสดงธรรมแก่ผู้สวมรองเท้า/อยู่ในยาน/นอน/นั่งรัดเข่า/คลุมศีรษะ มีนิทานภรรยาบุรุษจัณฑาลแอบขึ้นขโมยมะม่วงหลวงแทรกอยู่ในสิกขาบทว่าด้วยการนั่งอาสนะต่ำแสดงธรรมแก่คนนั่งอาสนะสูง ปิดท้ายด้วยปกิณกะห้ามยืนถ่ายอุจจาระปัสสาวะ และบทสรุปปิดหมวดเสขิยะทั้งหมด
- Page 736–737 อธิกรณสมถะ ๗ ประการ และบทสรุปจบเล่ม ๒ บทสรุปปิดท้ายวิธีระงับอธิกรณ์ในสงฆ์ ๗ ประการ ตามด้วยคำนิคมทบทวนหมวดสิกขาบททั้งหมดของเล่ม ๒ (ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิยต ๒ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๒ ปาฏิเทสนียะ ๔ เสขิยะ อธิกรณสมถะ ๗) ปิดท้ายด้วยข้อความ "มหาวิภังค์ จบ" ซึ่งเป็นจุดจบของพระวินัยปิฎกเล่ม ๒ ทั้งเล่ม
Page 1–50
Page 51–100
Page 101–150
Page 151–200
Page 201–250
Page 251–300
Page 301–350
Page 351–400
Page 401–450
Page 451–500
Page 501–550
Page 551–600
Page 601–650
Page 651–700