มหาวรรค ภาค ๑
ฉบับ มจร. · พระวินัยปิฎก · เล่มที่ ๔ · ๓๙๓ หน้า
สรุปโดย AI จากเนื้อหาทั้งเล่ม (๘๒ หัวข้อ) — คลิกเพื่อไปยังหน้าเริ่มต้นของหัวข้อนั้น
-
หน้า ๑–๖
โพธิกถา
หลังตรัสรู้ใหม่ ประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ควงต้นโพธิพฤกษ์เป็นเวลา ๗ วัน ทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทโดยอนุโลมและปฏิโลมตลอด ๓ ยามแห่งราตรี แล้วทรงเปล่งพุทธอุทาน ๓ คาถาตามลำดับ
-
หน้า ๗
อชปาลกถา
ประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ควงต้นอชปาลนิโครธ ๗ วัน พราหมณ์หุหุกชาติทูลถามเรื่องความเป็นพราหมณ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงเปล่งอุทานแสดงธรรมว่าด้วยผู้ที่ควรเรียกว่าพราหมณ์โดยธรรม
-
หน้า ๘
มุจลินทกถา
ประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ควงต้นมุจลินท์ ๗ วัน เกิดฝนหนาวตกพรำ พญานาคมุจลินท์จึงออกมาโอบขนดกายและแผ่พังพานปกคลุมป้องกันพระพุทธเจ้าจากลมฝน
-
หน้า ๙–๑๐
ราชายตนกถา
ประทับ ณ ควงต้นราชายตนะ ๗ วัน พ่อค้าตปุสสะและภัลลิกะถวายข้าวตูผงและข้าวตูก้อนปรุงน้ำผึ้งด้วยบาตรศิลา ๔ ใบจากท้าวมหาราชทั้ง ๔ แล้วขอถึงพระพุทธ พระธรรมเป็นสรณะ นับเป็นอุบาสกคู่แรกในโลก
-
หน้า ๑๑–๑๔
พรหมยาจนกถา
พระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัยที่จะแสดงธรรมเพราะเห็นว่าธรรมลึกซึ้งยากจะเข้าใจ ท้าวสหัมบดีพรหมจึงเสด็จมาอาราธนาทูลขอให้ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาดอกบัว ๓ เหล่า พระพุทธเจ้าจึงทรงรับคำอาราธนา
-
หน้า ๑๕–๑๗
เรื่องอาฬารดาบส อุททกดาบส และอุปกาชีวก
ทรงดำริหาผู้ควรฟังธรรมก่อน แต่ทรงทราบว่าอาฬารดาบสและอุททกดาบสสิ้นชีพไปแล้ว จึงทรงมุ่งไปหาปัญจวัคคีย์ ระหว่างทางพบอาชีวกชื่ออุปกะซึ่งไม่เชื่อคำประกาศตนเป็นพระอรหันต์ของพระองค์
-
หน้า ๑๘–๒๖
ธัมมจักกัปปวัตนสูตร
เสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ว่าด้วยทางสายกลางและอริยสัจ ๔ จนพระโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมและขอบรรพชาอุปสมบท ตามด้วยภิกษุที่เหลืออีก ๔ รูป
-
หน้า ๒๗–๓๐
อนัตตลักขณสูตร
พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เป็นอนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เมื่อจบพระธรรมเทศนา จิตของปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็หลุดพ้นจากอาสวะบรรลุอรหัตตผล รวมมีพระอรหันต์ในโลก ๖ รูป
-
หน้า ๓๑–๓๙
ปัพพัชชากถา (เรื่องยสกุลบุตรและสหาย)
ยสกุลบุตรเบื่อหน่ายชีวิตทางโลกหนีออกจากปราสาทหลังเห็นบริวารนอนหลับดุจป่าช้าผีดิบ พบพระพุทธเจ้าและบรรลุอรหัตตผล บิดามารดาภรรยาเป็นอุบาสกอุบาสิกาคู่แรกในโลก จากนั้นสหาย ๔ คนและอีก ๕๐ คนก็ทยอยออกบวชตามจนมีพระอรหันต์รวม ๖๑ รูป
-
หน้า ๔๐–๔๑
มารกถา
พระพุทธเจ้าทรงส่งพระอรหันต์ ๖๐ รูปแยกย้ายไปประกาศศาสนาในทิศต่างๆ จากนั้นมารผู้มีบาปเข้ามาทูลอ้างว่าพระองค์ยังทรงถูกบ่วงมารผูกมัดอยู่ แต่พระพุทธองค์ตรัสตอบว่าทรงพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง มารจึงเสียใจหายไป
-
หน้า ๔๒–๔๓
ปัพพัชชูปสัมปทากถา
ทรงอนุญาตให้ภิกษุทำการบรรพชาอุปสมบทกุลบุตรด้วยไตรสรณคมน์ได้เองในทิศต่างๆ แทนที่ต้องนำกุลบุตรเดินทางมาเฝ้าพระองค์ พร้อมกำหนดบทไตรสรณคมน์
-
หน้า ๔๔
ทุติยมารกถา
มารผู้มีบาปเข้าเฝ้าทูลท้าทายเป็นครั้งที่ ๒ ว่าพระพุทธเจ้ายังทรงถูกบ่วงมารผูกมัดอยู่ พระพุทธองค์ตรัสตอบว่าทรงพ้นแล้วจากบ่วงมารทั้งปวง มารจึงเสียใจหายไปอีกครั้ง
-
หน้า ๔๕–๔๖
ภัททวัคคิยวัตถุ
สหายภัททวัคคีย์ ๓๐ คนพร้อมภรรยาเที่ยวเล่นในไพรสณฑ์ ตามหาหญิงแพศยาที่ขโมยของหนีไป พบพระพุทธเจ้าผู้ตรัสถามว่าแสวงหาหญิงหรือแสวงหาตนดีกว่ากัน ทั้งหมดได้ดวงตาเห็นธรรมและออกบวชอุปสมบท
-
หน้า ๔๗–๖๒
อุรุเวลปาฏิหาริยกถา และชฎิล ๓ พี่น้องขอบรรพชาอุปสมบท
พระพุทธเจ้าเสด็จไปทรมานชฎิลอุรุเวลกัสสปะและบริวารด้วยปาฏิหาริย์หลายครั้ง เช่น ปราบพญานาคดุร้ายในโรงไฟจนไฟลุกโพลงทั้งเรือน ท้าวมหาราช ท้าวสักกะ และท้าวสหัมบดีพรหมเสด็จมาฟังธรรม เสด็จอุตตรกุรุทวีปหลบเลี่ยงงานบูชายัญ ทรงแสดงปาฏิหาริย์ต่อเนื่อง (ผ่าฟืน ก่อไฟ ดับไฟ ดำน้ำ ทรงขับน้ำท่วม) จนอุรุเวลกัสสปะสลดใจ พร้อมน้องชายทั้งสองและบริวารรวม ๑,๐๐๐ คนเลื่อมใสทูลขอบรรพชาอุปสมบท
-
หน้า ๖๓–๖๔
อาทิตตปริยายสูตร
ณ ตำบลคยาสีสะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปผู้เคยเป็นชฎิลว่าอายตนะภายในภายนอกและวิญญาณทั้งปวงเป็นของร้อนเพราะไฟราคะ โทสะ โมหะ จนภิกษุทั้งหมดบรรลุอรหัตตผล
-
หน้า ๖๕–๗๑
พิมพิสารสมาคมกถา
พระพุทธเจ้าเสด็จสู่กรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารพร้อมพราหมณ์คหบดี ๑๒ นหุตเข้าเฝ้า ทรงเชื้อเชิญพระอุรุเวลกัสสปะแสดงเหตุที่ละการบูชาไฟ พระเจ้าพิมพิสารและบริวารส่วนใหญ่ได้ดวงตาเห็นธรรม ทรงแสดงความปรารถนา ๕ ประการที่สำเร็จ และถวายพระเวฬุวันเป็นวัดแห่งแรก
-
หน้า ๗๒–๗๘
สารีปุตตโมคคัลลานปัพพัชชากถา
สารีบุตรปริพาชกพบพระอัสสชิกำลังบิณฑบาต ได้ฟังคาถา "เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา" จนได้ดวงตาเห็นธรรม แล้วชักชวนโมคคัลลานะและปริพาชก ๒๕๐ คนออกจากสำนักสัญชัยมาอุปสมบท ทำให้ประชาชนติเตียนว่าพระพุทธเจ้าทรงทำให้ตระกูลขาดสูญ
-
หน้า ๗๙–๘๗
อุปัชฌายวัตตกถา
ภิกษุใหม่ไม่มีผู้คอยตักเตือนพร่ำสอนจึงนุ่งห่มไม่เรียบร้อยจนถูกติเตียน พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้มีอุปัชฌาย์ พร้อมกำหนดวิธีถืออุปัชฌาย์และวัตรที่สัทธิวิหาริกพึงปฏิบัติต่ออุปัชฌาย์อย่างละเอียด
-
หน้า ๘๘–๙๖
สัทธิวิหาริกวัตตกถาและปณามิตกถา
ทรงกำหนดวัตรที่อุปัชฌาย์พึงปฏิบัติต่อสัทธิวิหาริกคู่ขนานกับอุปัชฌายวัตร และทรงอนุญาตวิธีประณาม (บอกเลิกความเป็นศิษย์) และการขอขมาเมื่อสัทธิวิหาริกประพฤติไม่ชอบ พร้อมองค์ประกอบที่ควรหรือไม่ควรถูกประณาม
-
หน้า ๙๗–๑๐๑
มูลเหตุอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม
พราหมณ์คนหนึ่งซูบผอมเพราะภิกษุไม่ยอมบวชให้ พระสารีบุตรระลึกถึงบุญคุณจึงบวชให้ พระพุทธเจ้าทรงห้ามอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์แล้วทรงอนุญาตอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรมพร้อมกรรมวาจา และทรงบัญญัตินิสสัย ๔ เมื่อมีภิกษุบวชเพราะเห็นแก่ปากท้อง
-
หน้า ๑๐๒–๑๑๖
อาจริยวัตตกถาและอันเตวาสิกวัตตกถา
เหตุการณ์นำไปสู่การกำหนดคณะสงฆ์ผู้ให้อุปสมบทอย่างน้อย ๑๐ รูปและอุปัชฌาย์ต้องมีพรรษาครบ ๑๐ (เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตรมีพรรษาเดียวให้อุปสมบทถูกตำหนิ และอุปัชฌาย์โง่เขลา) จากนั้นทรงบัญญัติอาจริยวัตรและอันเตวาสิกวัตรคู่ขนานกับอุปัชฌายวัตร ว่าด้วยการดูแลรักษาเสนาสนะ บาตร จีวร และหน้าที่อาจารย์ในการช่วยเหลืออันเตวาสิกเรื่องการอัพภานและกรรมต่างๆ ที่สงฆ์จะลง
-
หน้า ๑๑๗–๑๒๐
ปณามนาขมาปนา (การประณามและขอขมา)
ว่าด้วยการที่อาจารย์ประณาม (ตัดขาด) อันเตวาสิกผู้ไม่ประพฤติชอบ และการที่อันเตวาสิกต้องขอขมาเพื่อคืนดี พร้อมองค์ ๕ ที่ควรและไม่ควรถูกประณาม
-
หน้า ๑๒๑
พาลอัพยัตตวัตถุ (อาจารย์โง่เขลา)
ภิกษุบางรูปแม้มีพรรษาครบ ๑๐ แต่ยังโง่เขลาไม่ฉลาดกลับให้นิสสัยแก่ผู้อื่น ทั้งที่บางครั้งอันเตวาสิกกลับเป็นบัณฑิตยิ่งกว่าอาจารย์
-
หน้า ๑๒๒
นิสสยปฏิปัสสัทธิกถา (การระงับนิสสัย)
ว่าด้วยเหตุ ๕ ประการที่ทำให้นิสสัยระงับจากอุปัชฌาย์และอาจารย์ เช่น หลีกไป สึก มรณภาพ หรือเข้ารีตเดียรถีย์
-
หน้า ๑๒๓–๑๓๗
อุปสัมปาเทตัพพปัญจกะ (องค์ภิกษุผู้ให้อุปสมบท ๑๖ หมวด)
แสดงองค์คุณ ๕ และ ๖ ประการ รวม ๑๖ หมวด ของภิกษุผู้ควรและไม่ควรให้อุปสมบท ให้นิสสัย หรือใช้สามเณรอุปัฏฐาก โดยพิจารณาจากศีล สมาธิ ปัญญา ความรู้พระวินัยและพรรษา
-
หน้า ๑๓๘–๑๔๒
ติตถิยปริวาส
กำหนดให้นักบวชเดียรถีย์เก่าที่ประสงค์จะอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือนก่อน โดยมีข้อยกเว้นไม่ต้องให้ปริวาสแก่ชฎิลบูชาไฟและศากยะโดยกำเนิด
-
หน้า ๑๔๓–๑๕๑
ข้อห้ามอุปสมบทบุคคลมีปัญหาสังคม
หมอชีวกโกมารภัจจ์ทูลขอให้ห้ามคนป่วยแอบบวชเพื่อรักษาตัว จากนั้นทรงห้ามบวชทหารหนีราชการ โจรองคุลิมาลผู้มีชื่อเสียง โจรที่ถูกออกหมายจับ บุรุษที่ถูกเฆี่ยน ลูกหนี้ และทาส เพราะสร้างความเสื่อมเสียหรือเป็นช่องให้หลบหนีคดี
-
หน้า ๑๕๒–๑๕๖
พวกเด็กชายสัตตรสวัคคีย์และกำหนดอายุบวช
บุตรช่างทองทะเลาะกับมารดาบิดาแล้วหนีไปบวช ตามด้วยเรื่องเด็กชายอุบาลีและเพื่อน ๑๗ คนบวชแล้วหิวร้องไห้ขอข้าวกลางดึกจนทรงกำหนดอายุขั้นต่ำผู้อุปสมบท ๒๐ ปี รวมถึงเด็กกำพร้าจากอหิวาตกโรคที่นำไปสู่การกำหนดอายุสามเณรอย่างน้อย ๑๕ ปี และสามเณรกัณฏกะกับมหกะที่ชอบรังแกกัน
-
หน้า ๑๕๗–๑๖๔
การถือนิสสัย
ชาวบ้านตำหนิว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เดียวตลอดปี ครั้นทรงชวนภิกษุจาริกไปทักขิณาคิรีชนบทกลับมีผู้ติดตามน้อยเพราะติดกฎถือนิสสัย ๑๐ พรรษา จึงทรงผ่อนผันให้ภิกษุผู้ฉลาดถือนิสสัยเพียง ๕ พรรษา พร้อมแจกแจงองค์ ๕ และ ๖ ประการของภิกษุที่ต้อง/ไม่ต้องถือนิสสัย
-
หน้า ๑๖๕–๑๖๗
พระราหุลกุมารทรงผนวช
พระราหุลกุมารตามพระพุทธเจ้าไปทูลขอทรัพย์มรดก พระองค์จึงให้พระสารีบุตรบวชราหุลเป็นสามเณรด้วยไตรสรณคมน์แทน พระเจ้าสุทโธทนะเสด็จมาทูลขอพรด้วยความเศร้าโศกให้ห้ามบวชบุตรที่บิดามารดายังไม่อนุญาต
-
หน้า ๑๖๘–๑๗๑
ระเบียบสามเณรและข้อกักกัน
ทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉลาดใช้สามเณรได้มากกว่า ๑ รูป กำหนดสิกขาบท ๑๐ ประการสำหรับสามเณร อนุญาตให้ลงทัณฑกรรม (ห้ามเข้าเขตที่พัก) แก่สามเณรผู้ประพฤติไม่ดี และห้ามภิกษุกักกันหรือเกลี้ยกล่อมสามเณรของผู้อื่นโดยไม่ขออนุญาตอุปัชฌาย์ก่อน
-
หน้า ๑๗๒
เรื่องนาสนะสามเณรกัณฏกะ
สามเณรกัณฏกะของพระอุปนันทศากยบุตรประทุษร้ายภิกษุณีชื่อกัณฏกี พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้นาสนะ (ขับออก) สามเณรผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐ เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดพรหมจรรย์ และประทุษร้ายภิกษุณี
-
หน้า ๑๗๓–๑๗๗
บัณเฑาะก์ คนลักเพศ คนเข้ารีตเดียรถีย์ และนาคแปลงกายขอบรรพชา
เรื่องบุคคลต่างจำพวกที่ไม่สมควรอุปสมบท ได้แก่ บัณเฑาะก์ผู้ถูกภิกษุและสามเณรไล่จนไปหาคนเลี้ยงช้างม้า คนบอบบางที่ลักเพศปลอมบวชเอง และไคลแม็กซ์คือนาคแปลงกายเป็นชายหนุ่มมาขอบวชแต่ถูกจับได้เพราะกลับเป็นงูขณะหลับ อันเป็นที่มาของคำเรียกผู้บวชใหม่ว่า "นาค"
-
หน้า ๑๗๘–๑๗๙
คนฆ่ามารดา บิดา และพระอรหันต์ห้ามอุปสมบท
เรื่องมาณพฆ่ามารดาและบิดาที่สำนึกผิดคิดบวชเพื่อสะสางบาป และเรื่องภิกษุ-ภิกษุณีถูกโจรปล้นทำร้ายระหว่างทาง โจรบางพวกหนีรอดมาบวชแล้วดีใจที่ไม่ถูกจับไปประหารเหมือนพวกที่เหลือ พระพุทธเจ้าทรงห้ามบุคคลเหล่านี้อุปสมบท
-
หน้า ๑๘๐–๑๘๑
คนทำลายสงฆ์ ทำร้ายพระพุทธเจ้า อุภโตพยัญชนก และผู้ไม่มีอุปัชฌาย์
ทรงห้ามอุปสมบทแก่คนทำลายสงฆ์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต และอุภโตพยัญชนก (ผู้มีเพศทั้งสอง) รวมทั้งห้ามให้กุลบุตรอุปสมบทโดยไม่มีอุปัชฌาย์ หรือมีสงฆ์/คณะเป็นอุปัชฌาย์
-
หน้า ๑๘๒–๑๘๓
บุคคลต้องห้ามเป็นอุปัชฌาย์ และผู้ไม่มีบาตรจีวรห้ามอุปสมบท
รายชื่อบุคคลต้องห้าม เช่น บัณเฑาะก์ คนลักเพศ คนฆ่ามารดาบิดา ห้ามเป็นอุปัชฌาย์ให้ผู้อื่นบวช และทรงห้ามอุปสมบทกุลบุตรที่ไม่มีบาตรหรือจีวรของตนเอง เพราะทำให้เที่ยวบิณฑบาตเปลือยกายหรือด้วยมือเหมือนพวกเดียรถีย์
-
หน้า ๑๘๔–๑๘๖
กุลบุตรยืมบาตรจีวร และบุคคลพิการ ๓๒ จำพวกห้ามบรรพชา
ทรงห้ามอุปสมบทผู้ที่ยืมบาตรหรือจีวรผู้อื่นมาใช้ชั่วคราว แล้วจึงแสดงรายการบุคคลผู้มีความพิการหรือลักษณะไม่สมประกอบ ๓๒ จำพวก เช่น มือด้วน เท้าด้วน ค่อม เตี้ย ตาบอด หูหนวก ที่ห้ามให้บรรพชาเป็นสามเณร
-
หน้า ๑๘๗–๑๘๙
การให้และถือนิสสัยแก่ภิกษุอลัชชี และผู้ไม่ต้องถือนิสสัย
ทรงห้ามให้นิสสัยหรืออาศัยอยู่กับภิกษุอลัชชี (ไม่มีความละอาย) เพราะจะทำให้กลายเป็นอลัชชีไปด้วย และทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้เดินทางไกล ภิกษุไข้ ภิกษุพยาบาลไข้ และภิกษุอยู่ป่าไม่ต้องถือนิสสัยในบางกรณี
-
หน้า ๑๙๐–๑๙๑
สวดระบุโคตรอุปัชฌาย์ และการอุปสมบทหลายคนพร้อมกัน
พระมหากัสสปะนิมนต์พระอานนท์มาสวดให้อุปสัมปทาเปกขะแต่ทูลว่าไม่กล้าออกนามพระเถระที่เคารพ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สวดระบุโคตรแทน และทรงอนุญาตให้สวดอุปสมบทครั้งละ ๒-๓ คนโดยมีอุปัชฌาย์รูปเดียวกันได้ รวมถึงเรื่องพระกุมารกัสสปะผู้มีอายุครบ ๒๐ ปีนับตั้งแต่อยู่ในครรภ์
-
หน้า ๑๙๒–๑๙๖
อุปสัมปทาวิธี วิธีอุปสมบทโดยละเอียด
ทรงบัญญัติขั้นตอนการอุปสมบทอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การถามอันตรายิกธรรม ๑๓ ข้อ การสอนซ้อมก่อนถาม การแต่งตั้งภิกษุผู้สอนซ้อม คำขออุปสมบท จนถึงกรรมวาจาญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทาอันเป็นรูปแบบพิธีอุปสมบทที่ใช้สืบมาจนปัจจุบัน
-
หน้า ๑๙๗–๑๙๘
นิสสัย ๔ และเริ่มอกรณียกิจ ๔ (ปาราชิก)
ทรงบัญญัติให้บอกนิสสัย ๔ (อาศัยบิณฑบาต ผ้าบังสุกุล โคนไม้ ยาดองมูตรเน่า) แก่ผู้บวชใหม่ทันที และเริ่มบอกอกรณียกิจ ๔ ที่ห้ามภิกษุกระทำตลอดชีวิต โดยมีเรื่องภิกษุใหม่ถูกทิ้งไว้ตามลำพังแล้วพบภรรยาเก่าจนเสพเมถุนธรรมเป็นต้นเหตุ
-
หน้า ๑๙๙–๒๐๖
จบอกรณียกิจ ๔ เรื่องภิกษุถูกอุกเขปนียกรรม และคำสรุปจบมหาขันธกะ
จบการแสดงอกรณียกิจ ๔ (ห้ามเสพเมถุน ลักทรัพย์ ฆ่าสัตว์ อวดอุตตริมนุสสธรรม) ตามด้วยวิธีปฏิบัติต่อภิกษุที่ถูกลงอุกเขปนียกรรมแล้วสึกไปขอบวชใหม่ และปิดท้ายด้วยคาถาสรุปพร้อมรายการเรื่องทั้ง ๑๗๒ เรื่องในมหาขันธกะ
-
หน้า ๒๐๗–๒๐๘
เริ่มอุโปสถขันธกะ พระเจ้าพิมพิสารทูลขอให้สงฆ์ประชุม
ปริพาชกอัญเดียรถีย์ประชุมกันแสดงธรรมในวัน ๑๔ ๑๕ และ ๘ ค่ำจนได้พรรคพวกมาก พระเจ้าพิมพิสารจึงกราบทูลขอให้พระสงฆ์ประชุมกันในวันเดียวกันบ้าง พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต แต่เมื่อภิกษุประชุมแล้วนั่งนิ่งถูกชาวบ้านตำหนิว่าเหมือนสุกรใบ้ จึงทรงอนุญาตให้กล่าวธรรมด้วย
-
หน้า ๒๐๙–๒๑๓
ทรงอนุญาตปาติโมกขุทเทสและกำหนดความถี่การทำอุโบสถ
พระพุทธเจ้าทรงดำริให้ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงเป็นอุโบสถกรรม พร้อมอธิบายความหมายของคำว่า "ปาติโมกข์" อย่างละเอียด และทรงจำกัดมิให้แสดงทุกวันหรือปักษ์ละ ๓ ครั้ง โดยให้แสดงปักษ์ละครั้งแก่ภิกษุผู้พร้อมเพรียงกันในเขตอาวาสเดียว
-
หน้า ๒๑๔
เรื่องพระมหากัปปินเถระ
พระมหากัปปินะหลีกเร้นคิดว่าตนบริสุทธิ์แล้วไม่จำเป็นต้องไปทำอุโบสถหรือสังฆกรรม พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระทัยจึงเสด็จไปปรากฏต่อหน้าท่านทันทีด้วยฤทธิ์ และตรัสสอนว่าถ้าไม่สักการะอุโบสถแล้วใครจะสักการะ
-
หน้า ๒๑๕–๒๒๐
ทรงอนุญาตสีมาและโรงอุโบสถ
ทรงอนุญาตให้สมมติสีมาโดยทักนิมิตต่างๆ เช่น ภูเขา หิน ป่า ต้นไม้ และจำกัดขนาดสีมาไม่เกิน ๓ โยชน์ ห้ามสมมติสีมาคร่อมแม่น้ำ ทรงอนุญาตให้สมมติวิหารเป็นโรงอุโบสถโดยห้ามมีสองแห่งในอาวาสเดียว และให้สมมติพื้นที่ด้านหน้าโรงอุโบสถเมื่อคนแน่น
-
หน้า ๒๒๑–๒๒๔
แดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร และการถอนสีมา
พระมหากัสสปะเดินทางข้ามแม่น้ำจีวรเปียกเพราะต้องรีบไปทำอุโบสถ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สมมติแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร (ติจีวราวิปปวาส) เว้นบ้านและอุปจารบ้าน พร้อมทั้งวางลำดับการสมมติและถอนสีมาทั้งสองชนิด
-
หน้า ๒๒๕–๒๓๐
คามสีมา อุทกุกเขปสีมา ประเภทวันอุโบสถ และปาติโมกขุทเทส ๕ แบบ
ทรงอธิบายสีมาที่ไม่ต้องสมมติ เช่น คามสีมา นิคมสีมา อุทกุกเขปสีมาในแม่น้ำ ทรงห้ามสมมติสีมาคาบเกี่ยวหรือทับกัน แล้วจึงแสดงประเภทของวันอุโบสถ วิธีทำอุโบสถ ๔ อย่าง และปาติโมกขุทเทส ๕ แบบ ทรงห้ามยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงโดยย่อตามอำเภอใจ แต่ทรงอนุญาตเมื่อมีอันตราย ๑๐ ประการ เช่น พระราชาเสด็จมา โจรปล้น ไฟไหม้ น้ำหลาก และทรงอนุญาตให้พระเถระแสดงธรรมเองได้โดยไม่ต้องรับอาราธนา
-
หน้า ๒๓๑–๒๓๖
วินยปุจฉนกถา วินยวิสัชชนกถา โจทนากถา และการคัดค้านกรรมที่ไม่ชอบธรรม
ทรงบัญญัติว่าการถามและวิสัชนาพระวินัย รวมถึงการโจทอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ต้องได้รับแต่งตั้งหรือขอโอกาสก่อน และทรงอนุญาตให้คัดค้านเมื่อพระฉัพพัคคีย์ทำสังฆกรรมที่ไม่ชอบด้วยธรรม แม้ถูกพวกพระฉัพพัคคีย์ขู่ฆ่าซ้ำหลายครั้ง จนถึงข้อห้ามพระเทวทัตยกปาติโมกข์ต่อหน้าคฤหัสถ์
-
หน้า ๒๓๗–๒๔๐
เรื่องภิกษุเมืองโจทนาวัตถุไม่รู้จักอุโบสถ และทรงอนุญาตให้เรียนวิธีนับปักษ์-นับภิกษุ
พระเถระในเมืองโจทนาวัตถุโง่เขลาไม่รู้จักอุโบสถจนถูกชาวบ้านตำหนิ ทรงอนุญาตให้ภิกษุฉลาดทำหน้าที่แทนและส่งภิกษุไปเรียนปาติโมกข์ยังอาวาสใกล้เคียง พร้อมทรงอนุญาตให้ทุกรูปเรียนวิธีนับวันข้างขึ้นข้างแรมและนับจำนวนภิกษุในวันอุโบสถ
-
หน้า ๒๔๑–๒๔๔
บุพพกรณ์ในโรงอุโบสถ: กวาดลาน ปูอาสนะ ตามประทีป จัดน้ำ
เรื่องพระเถระผู้ประกาศวันอุโบสถนึกไม่ได้ตอนเช้า ทรงอนุญาตให้บอกในเวลาที่นึกได้ และทรงบัญญัติบุพพกรณ์ก่อนอุโบสถ ได้แก่ กวาดโรงอุโบสถ ปูอาสนะ ตามประทีป และจัดน้ำฉันน้ำใช้ โดยให้พระเถระใช้พระนวกะทำหน้าที่
-
หน้า ๒๔๕–๒๔๗
การบอกลาก่อนไปสู่ทิศ และการมอบปาริสุทธิของภิกษุไข้
ทรงบัญญัติว่าภิกษุโง่เขลาต้องบอกลาอุปัชฌาย์อาจารย์ก่อนเดินทาง ให้สงเคราะห์ภิกษุพหูสูตที่มาเยือน และหากในอาวาสไม่มีผู้รู้อุโบสถให้ส่งภิกษุไปเรียนหรือย้ายอาวาส จากนั้นทรงอนุญาตวิธีมอบปาริสุทธิ (แจ้งความบริสุทธิ์) แทนตัวสำหรับภิกษุไข้ พร้อมเงื่อนไขเมื่อภิกษุผู้นำสารสึกหรือมรณภาพระหว่างทาง
-
หน้า ๒๔๘–๒๕๐
การมอบฉันทะของภิกษุไข้ และภิกษุถูกญาติจับตัวในวันอุโบสถ
ทรงอนุญาตวิธีมอบฉันทะสำหรับภิกษุไข้ในการทำสังฆกรรม คล้ายกับการมอบปาริสุทธิ และเรื่องภิกษุถูกหมู่ญาติ พระราชา โจร หรือภิกษุศัตรูจับตัวไว้ในวันอุโบสถ ทรงวางขั้นตอนขอร้องให้ปล่อยตัวหรือรอจนกว่าจะทำอุโบสถเสร็จ
-
หน้า ๒๕๑–๒๕๒
อุมมัตตกสมมติ: การสมมติแก่ภิกษุวิกลจริต (พระคัคคะ)
ภิกษุคัคคะวิกลจริต ระลึกและมาร่วมอุโบสถได้บ้างไม่ได้บ้าง ทรงอนุญาตให้สงฆ์ให้อุมมัตตกสมมติแก่ท่านเพื่อให้สงฆ์ทำอุโบสถและสังฆกรรมได้โดยไม่ต้องรอท่าน พร้อมกรรมวาจา
-
หน้า ๒๕๓–๒๕๕
วิธีทำอุโบสถสำหรับสงฆ์ ๔, ๓, ๒ รูป และรูปเดียว
ทรงบัญญัติวิธีทำอุโบสถตามจำนวนภิกษุ: ๔ รูปยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ๓ รูปและ ๒ รูปทำปาริสุทธิอุโบสถบอกความบริสุทธิ์แก่กัน ส่วนภิกษุรูปเดียวให้เตรียมสถานที่แล้วอธิษฐานอุโบสถเอง
-
หน้า ๒๕๖–๒๖๐
วิธีแสดงอาบัติก่อนทำอุโบสถ และกรณีสงฆ์ทั้งหมดต้องสภาคาบัติ
ทรงบัญญัติวิธีแสดงอาบัติหรือความไม่แน่ใจในอาบัติก่อนทำอุโบสถ ห้ามแสดงหรือรับแสดงสภาคาบัติ (อาบัติร่วมกัน) และวิธีแก้ไขเมื่อสงฆ์ทั้งอาวาสต้องสภาคาบัติเดียวกันโดยไม่รู้ชื่ออาบัติ ต้องอาศัยภิกษุพหูสูตชี้แจงจึงจะทำคืนอาบัติได้
-
หน้า ๒๖๑–๒๖๕
๑๕ กรณีทำอุโบสถไม่ต้องอาบัติ เมื่อภิกษุอาวาสอื่นมาเพิ่ม
กรณีศึกษา ๑๕ แบบเมื่อภิกษุอาวาสอื่นมาถึงระหว่างหรือหลังยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง โดยที่ภิกษุเดิมไม่รู้ว่ามีภิกษุอื่นค้างอยู่ ถือว่าไม่ต้องอาบัติเพราะไม่ได้เจตนาแบ่งพวก
-
หน้า ๒๖๖–๒๖๘
๑๕ กรณีแบ่งพวกทำอุโบสถโดยรู้อยู่ ต้องอาบัติทุกกฏ
กรณีศึกษาต่อเนื่อง ๑๕ แบบ เมื่อภิกษุรู้อยู่แล้วว่ามีภิกษุอาวาสอื่นค้างแต่ยังจงใจแบ่งพวกทำอุโบสถ ทุกกรณีต้องอาบัติทุกกฏ ต่างจากกรณีก่อนหน้าที่ไม่รู้
-
หน้า ๒๖๙–๒๗๐
๑๕ กรณีภิกษุไม่แน่ใจว่าควรทำอุโบสถร่วมหรือไม่
กรณีศึกษา ๑๕ แบบเมื่อภิกษุรู้ว่ามีภิกษุอาวาสอื่นค้างอยู่แต่ไม่แน่ใจว่าควรทำอุโบสถร่วมหรือไม่ แล้วแยกกันทำ ยังคงต้องอาบัติทุกกฏเช่นเดียวกับกรณีที่รู้แจ้งชัด
-
หน้า ๒๗๑–๒๗๓
๑๕ กรณีภิกษุกังวลใจแล้วยังแยกกันทำอุโบสถ
กรณีศึกษา ๑๕ แบบเมื่อภิกษุกังวลใจคิดว่า "พวกเราควรทำอุโบสถแท้ ไม่ใช่ไม่ควรทำ" แล้วแยกกันทำอุโบสถทั้งที่รู้ว่ามีภิกษุอาวาสอื่นค้างอยู่ ยังต้องอาบัติทุกกฏเช่นเดิม
-
หน้า ๒๗๔–๒๗๘
๑๕ กรณีมุ่งความแตกร้าวทำอุโบสถ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
กรณีศึกษา ๑๕ แบบเมื่อภิกษุตั้งใจมุ่งร้ายอยากให้อีกฝ่ายเสื่อมสูญพินาศแล้วแยกกันทำอุโบสถ ต้องอาบัติหนักขึ้นเป็นถุลลัจจัย ต่างจากกรณีอื่นที่เป็นเพียงทุกกฏ
-
หน้า ๒๗๙–๒๘๐
สีโมกกันติกเปยยาล: เปยยาลมุข ๗๐๐ ติกะ และวันอุโบสถไม่ตรงกัน
ทรงแสดงหลักเปยยาล (การละข้อความซ้ำ) รวม ๗๐๐ ติกะเกี่ยวกับภิกษุกำลังเข้าหรือเข้าสีมาแล้ว และวางกฎเมื่อวันอุโบสถของภิกษุเจ้าถิ่นกับภิกษุอาคันตุกะไม่ตรงกัน (๑๔ค่ำ/๑๕ค่ำ/๑ค่ำ) ว่าฝ่ายใดควรอนุวัตหรือออกไปทำอุโบสถนอกสีมา
-
หน้า ๒๘๑–๒๘๓
ลิงคาทิทัสสนะ: เห็น/ได้ยินร่องรอยภิกษุอื่นต้องค้นหาก่อนทำอุโบสถ
หากภิกษุอาคันตุกะหรือภิกษุเจ้าถิ่นเห็นหรือได้ยินร่องรอยว่ามีภิกษุอีกฝ่ายอยู่ (เตียงตั่งจัดไว้ เสียงจงกรม รอยน้ำล้างเท้า) แต่ไม่แน่ใจ ต้องค้นหาก่อนทำอุโบสถมิฉะนั้นต้องอาบัติ และเริ่มกรณีเข้าใจผิดว่าภิกษุอื่นเป็นสมานสังวาสหรือนานาสังวาส
-
หน้า ๒๘๔–๒๘๘
สถานที่ควรและไม่ควรไปในวันอุโบสถ บุคคลต้องห้าม และจบอุโบสถขันธกะ (๘๖ เรื่อง)
กรณีภิกษุอาคันตุกะกับภิกษุเจ้าถิ่นไต่ถามแล้วรังเกียจหรือไม่รังเกียจในการทำอุโบสถร่วมกับภิกษุต่างนิกาย (นานาสังวาส) และทรงห้ามภิกษุออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่ไม่มีภิกษุในวันอุโบสถ เว้นแต่ไปกับสงฆ์หรือมีอันตราย ตามด้วยกำหนดสถานที่ที่ภิกษุพึงและไม่พึงออกไปในวันอุโบสถ (คันตัพพวาร) และรายชื่อบุคคลต้องห้ามร่วมฟังสวดปาติโมกข์ เช่น ภิกษุณี บัณเฑาะก์ คนฆ่ามารดาบิดา คนทำร้ายพระศาสดา ปิดท้ายด้วยเรื่องปาริวาสิกปาริสุทธิและจบอุโบสถขันธกะ (๘๖ เรื่อง)
-
หน้า ๒๘๙–๒๙๑
รวมเรื่องที่มีในอุโบสถขันธกะ
อุทานคาถาสรุปรายชื่อเรื่องราวทั้ง ๘๖ เรื่องในอุโบสถขันธกะ ตั้งแต่เรื่องปริพาชกอัญเดียรถีย์จนถึงเรื่องทำอุโบสถในวันมิใช่วันอุโบสถ ปิดท้ายอุโบสถขันธกะ
-
หน้า ๒๙๒–๒๙๔
เริ่มวัสสูปนายิกขันธกะ ทรงอนุญาตเข้าจำพรรษา
ชาวบ้านตำหนิภิกษุที่จาริกตลอดปีเหยียบย่ำติณชาติ ทรงอนุญาตให้เข้าจำพรรษา ๒ ช่วง ทรงห้ามพระฉัพพัคคีย์เที่ยวจาริกระหว่างพรรษา และทรงอนุญาตให้เลื่อนกาลฝนตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าพิมพิสาร
-
หน้า ๒๙๕–๓๑๑
สัตตาหกรณียะ เหตุขอลาไปกิจธุระ ๗ วัน
ทรงอนุญาตให้ภิกษุลาไปกิจธุระนอกอาวาสได้ ๗ วันระหว่างพรรษา เช่น เมื่อทายกสร้างวิหารถวายและส่งทูตนิมนต์ เมื่อสหธรรมิกทั้ง ๕ หรือมารดาบิดาญาติเจ็บป่วยหรือมีกิจจำเป็น โดยไล่เรียงเป็นรายกรณีอย่างละเอียด
-
หน้า ๓๑๒–๓๑๘
อันตรายที่ทำให้ขาดพรรษาโดยไม่ต้องอาบัติ
ทรงอนุญาตให้ภิกษุออกจากอาวาสระหว่างพรรษาได้โดยไม่ต้องอาบัติเมื่อเผชิญอันตราย เช่น สัตว์ร้าย งู โจร ปีศาจ ไฟไหม้ น้ำท่วม ขาดอาหาร หรือถูกสตรี/หญิงแพศยาล่อลวงด้วยทรัพย์และการแต่งงาน รวมถึงกรณีมีผู้พยายามทำลายสงฆ์
-
หน้า ๓๑๙–๓๒๒
สถานที่จำพรรษาที่อนุญาตและต้องห้าม
ทรงอนุญาตให้จำพรรษาในคอกโค หมู่เกวียน หรือเรือได้ แต่ทรงห้ามจำพรรษาในโพรงไม้ ค่าคบไม้ ที่แจ้ง กระท่อมผี ในร่ม หรือในตุ่ม เพราะถูกชาวบ้านตำหนิ พร้อมเริ่มเรื่องกติกาไม่ชอบธรรมของสงฆ์เมืองสาวัตถี
-
หน้า ๓๒๓–๓๓๐
พระอุปนันทะผิดคำปฏิญาณจำพรรษาและจบวัสสูปนายิกขันธกะ
เรื่องหลานชายนางวิสาขาพลาดโอกาสบวชเพราะกติกาห้ามบวชระหว่างพรรษา และเรื่องพระอุปนันทศากยบุตรผิดคำปฏิญาณเข้าจำพรรษา ๒ แห่งเพราะโลภจีวร พร้อมกรณีศึกษาโดยละเอียดเรื่องการรับคำจำพรรษาต้น-หลัง จบวัสสูปนายิกขันธกะ (๕๒ เรื่อง)
-
หน้า ๓๓๑–๓๓๖
มูควัตรและกำเนิดปวารณา
เริ่มปวารณาขันธกะ ภิกษุกลุ่มหนึ่งคิดค้น "มูควัตร" ไม่ทักทายกันตลอดพรรษาเพื่อความสงบ แต่ถูกพระพุทธเจ้าตำหนิว่าอยู่ร่วมกันอย่างปศุสัตว์ จึงทรงห้ามมูควัตรและทรงอนุญาตพิธีปวารณาแทน พร้อมกำหนดวิธีปวารณาและคำเตวาจิกาปวารณา
-
หน้า ๓๓๗–๓๔๖
ปวารณาเภทและวิธีปวารณาตามจำนวนสงฆ์ ๕, ๔, ๓, ๒ รูป
ประเภทวันปวารณาและอาการทำปวารณา ๔ อย่าง ทรงอนุญาตให้ภิกษุไข้มอบปวารณาแก่ผู้อื่นแทนตน วิธีปฏิบัติเมื่อภิกษุถูกหมู่ญาติหรือศัตรูจับตัวไว้ในวันปวารณา และวิธีปวารณาสำหรับสงฆ์ ๕ รูป ๔ รูป เมื่อในอาวาสมีภิกษุอยู่เพียง ๓ หรือ ๒ รูป พระองค์ทรงอนุญาตให้ปวารณาต่อกันเป็นการคณะ พร้อมกำหนดคำปวารณาสำหรับภิกษุพรรษามากกว่าและน้อยกว่าโดยละเอียด
-
หน้า ๓๔๗–๓๔๘
วิธีแก้ไขและเปิดเผยอาบัติในวันปวารณา
ภิกษุผู้อยู่รูปเดียวในวันปวารณาพึงอธิษฐานปวารณาเอง ส่วนภิกษุที่ต้องอาบัติหรือไม่แน่ใจในอาบัติก่อนหรือขณะปวารณา ต้องเปิดเผยอาบัตินั้นแก่ภิกษุใกล้เคียงก่อนจึงจะปวารณาได้โดยไม่ให้เป็นอันตรายต่อปวารณา
-
หน้า ๓๔๙
วิธีแก้ไขเมื่อสงฆ์ทั้งอาวาสต้องสภาคาบัติร่วมกัน
เมื่อสงฆ์ทั้งหมดในอาวาสต้องอาบัติชนิดเดียวกัน (สภาคาบัติ) ซึ่งห้ามแสดงอาบัติแก่กันเอง ทรงอนุญาตให้ส่งภิกษุรูปหนึ่งไปทำคืนอาบัติที่อาวาสใกล้เคียง หรือประกาศญัตติเจตนาจะทำคืนเมื่อพบภิกษุผู้บริสุทธิ์ แล้วจึงปวารณาได้
-
หน้า ๓๕๐–๓๖๓
กรณีศึกษาปวารณาเมื่อภิกษุอาวาสอื่นมาถึงกลางคัน (ปัณณรสกะ ๕ ชุด)
ไล่เรียงกรณีสมมติโดยละเอียด ๕ ชุด ชุดละ ๑๕ กรณี ว่าด้วยความผิดต่างระดับ (ไม่ต้องอาบัติ ทุกกฏ ถุลลัจจัย) เมื่อภิกษุอาวาสอื่นมาถึงระหว่างหรือหลังปวารณาเสร็จ ขึ้นอยู่กับว่าสงฆ์รู้หรือไม่รู้ว่ายังมีภิกษุมาไม่ครบ และมีเจตนามุ่งแตกแยกหรือไม่
-
หน้า ๓๖๔–๓๖๘
เปยยาลมุข ๗๐๐ ติกะ และการสังเกตภิกษุอาวาสอื่น
สรุปกรณีปวารณาที่ละไว้ด้วยวิธีเปยยาลรวม ๗๐๐ ติกะ กำหนดวิธีปฏิบัติเมื่อภิกษุอาคันตุกะกับภิกษุประจำถิ่นนับวันปวารณาต่างกัน และวิธีปฏิบัติเมื่อเห็นหรือได้ยินร่องรอยว่ามีภิกษุอีกกลุ่มอยู่ในบริเวณแต่ไม่แน่ใจ
-
หน้า ๓๖๙–๓๗๓
ภิกษุนานาสังวาส สถานที่ควรไป และบุคคลต้องห้ามในปวารณา
กำหนดวิธีปฏิบัติเมื่อพบภิกษุต่างนิกาย (นานาสังวาส) ในวันปวารณา ข้อห้าม-ข้อควรไปยังอาวาสอื่นในวันปวารณา และเริ่มรายชื่อบุคคลที่ห้ามนั่งร่วมในบริษัทปวารณา เช่น ภิกษุณี บัณเฑาะก์ และคนฆ่ามารดาบิดา
-
หน้า ๓๗๔–๓๗๗
เหตุฉุกเฉินให้ย่นปวารณาเหลือ ๒ หนหรือหนเดียว
จบรายชื่อบุคคลต้องห้ามแล้วเล่าเหตุการณ์จริงที่ทำให้ปวารณา ๓ หนไม่ทัน เช่น ชาวป่ามารบกวน ชาวบ้านถวายทานจนใกล้สว่าง หรือฝนตั้งเค้าจะตก พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ย่นปวารณาเหลือ ๒ หน หนเดียว หรือปวารณาตามลำดับพรรษาเท่ากัน รวมถึงอันตราย ๑๐ อย่างที่ให้ย่นปวารณาได้เช่นกัน
-
หน้า ๓๗๘–๓๘๓
การงดปวารณาแก่ภิกษุมีอาบัติ และวิธีซักถามโจทก์-จำเลย
พระฉัพพัคคีย์ไม่ยอมให้โอกาสเมื่อถูกสงฆ์ขอ ทรงอนุญาตให้งดปวารณาภิกษุนั้นได้พร้อมกำหนดวิธีงดปวารณาที่ถูกต้อง ห้ามงดปวารณาภิกษุผู้บริสุทธิ์ และวางขั้นตอนซักถามละเอียดว่าโจทก์เห็น ได้ยิน หรือสงสัยอาบัติของจำเลยด้วยเหตุใด หากกล่าวหาไม่มีมูลโจทก์เองต้องรับอาบัติแทน
-
หน้า ๓๘๔–๓๘๕
ความเห็นขัดแย้งเรื่องชนิดอาบัติ และการงดวัตถุ-บุคคลที่ยังไม่ปรากฏ
เมื่อภิกษุต้องอาบัติแต่สงฆ์มีความเห็นไม่ตรงกันว่าเป็นอาบัติชนิดใด ให้ฝ่ายที่เห็นว่าเบากว่าเป็นผู้นำไปปรับอาบัติก่อนจึงปวารณาได้ และกำหนดวิธีประกาศงดปวารณาเมื่อ "วัตถุ" หรือ "บุคคล" ที่ถูกกล่าวหายังไม่ปรากฏชัดเจน
-
หน้า ๓๘๖–๓๘๙
ภิกษุก่อความบาดหมางวางแผนขัดขวางปวารณาฝ่ายสงบ
ภิกษุกลุ่มหนึ่งที่ชอบทะเลาะวิวาทจงใจมาจำพรรษาใกล้ภิกษุผู้สงบสุขเพื่อหวังจะงดปวารณาของพวกท่าน พระผู้มีพระภาคทรงแนะให้ฝ่ายสงบรีบปวารณาก่อนหรือเลี่ยงไปปวารณานอกสีมา หากเลี่ยงไม่ได้ก็ให้เลื่อนปวารณาออกไปจนถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ ซึ่งครบกำหนด ๔ เดือน
-
หน้า ๓๙๐–๓๙๓
การสงเคราะห์กันด้วยปวารณา และบทสรุปปวารณาขันธกะ ปิดท้ายเล่ม ๔
ภิกษุกลุ่มหนึ่งที่อยู่ผาสุกพร้อมเพรียงกันเกรงว่าปวารณาแล้วต่างองค์จะแยกย้ายจาริกไป จึงขอเลื่อนปวารณาออกไปถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ เพื่อรักษาความผาสุกไว้ก่อน จบด้วยอุทานคาถาสรุปรายชื่อ ๔๖ เรื่องของปวารณาขันธกะ ปิดท้ายมหาวรรค ภาค ๑ (เล่ม ๔)
หน้า ๑–๕๐
หน้า ๕๑–๑๐๐
หน้า ๑๐๑–๑๕๐
หน้า ๑๕๑–๒๐๐
หน้า ๒๐๑–๒๕๐
หน้า ๒๕๑–๓๐๐
หน้า ๓๐๑–๓๕๐