มหาวรรค ภาค ๑

ສະບັບພາສາໄທ ມຈຣ. (MCU) · พระวินัยปิฎก · ເຫຼັ້ມທີ 4 · 393 ໜ້າ

ສະຫຼຸບໂດຍ AI ຈາກເນື້ອຫາທັງເຫຼັ້ມ (82 ຫົວຂໍ້) — ຄລິກເພື່ອໄປຫາໜ້າເລີ່ມຕົ້ນຂອງຫົວຂໍ້ນັ້ນ

  1. ໜ້າ 1–6 โพธิกถา หลังตรัสรู้ใหม่ ประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ควงต้นโพธิพฤกษ์เป็นเวลา ๗ วัน ทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทโดยอนุโลมและปฏิโลมตลอด ๓ ยามแห่งราตรี แล้วทรงเปล่งพุทธอุทาน ๓ คาถาตามลำดับ
  2. ໜ້າ 7 อชปาลกถา ประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ควงต้นอชปาลนิโครธ ๗ วัน พราหมณ์หุหุกชาติทูลถามเรื่องความเป็นพราหมณ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงเปล่งอุทานแสดงธรรมว่าด้วยผู้ที่ควรเรียกว่าพราหมณ์โดยธรรม
  3. ໜ້າ 8 มุจลินทกถา ประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ควงต้นมุจลินท์ ๗ วัน เกิดฝนหนาวตกพรำ พญานาคมุจลินท์จึงออกมาโอบขนดกายและแผ่พังพานปกคลุมป้องกันพระพุทธเจ้าจากลมฝน
  4. ໜ້າ 9–10 ราชายตนกถา ประทับ ณ ควงต้นราชายตนะ ๗ วัน พ่อค้าตปุสสะและภัลลิกะถวายข้าวตูผงและข้าวตูก้อนปรุงน้ำผึ้งด้วยบาตรศิลา ๔ ใบจากท้าวมหาราชทั้ง ๔ แล้วขอถึงพระพุทธ พระธรรมเป็นสรณะ นับเป็นอุบาสกคู่แรกในโลก
  5. ໜ້າ 11–14 พรหมยาจนกถา พระพุทธเจ้าทรงท้อพระทัยที่จะแสดงธรรมเพราะเห็นว่าธรรมลึกซึ้งยากจะเข้าใจ ท้าวสหัมบดีพรหมจึงเสด็จมาอาราธนาทูลขอให้ทรงแสดงธรรมด้วยอุปมาดอกบัว ๓ เหล่า พระพุทธเจ้าจึงทรงรับคำอาราธนา
  6. ໜ້າ 15–17 เรื่องอาฬารดาบส อุททกดาบส และอุปกาชีวก ทรงดำริหาผู้ควรฟังธรรมก่อน แต่ทรงทราบว่าอาฬารดาบสและอุททกดาบสสิ้นชีพไปแล้ว จึงทรงมุ่งไปหาปัญจวัคคีย์ ระหว่างทางพบอาชีวกชื่ออุปกะซึ่งไม่เชื่อคำประกาศตนเป็นพระอรหันต์ของพระองค์
  7. ໜ້າ 18–26 ธัมมจักกัปปวัตนสูตร เสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ทรงแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ว่าด้วยทางสายกลางและอริยสัจ ๔ จนพระโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมและขอบรรพชาอุปสมบท ตามด้วยภิกษุที่เหลืออีก ๔ รูป
  8. ໜ້າ 27–30 อนัตตลักขณสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เป็นอนัตตา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เมื่อจบพระธรรมเทศนา จิตของปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็หลุดพ้นจากอาสวะบรรลุอรหัตตผล รวมมีพระอรหันต์ในโลก ๖ รูป
  9. ໜ້າ 31–39 ปัพพัชชากถา (เรื่องยสกุลบุตรและสหาย) ยสกุลบุตรเบื่อหน่ายชีวิตทางโลกหนีออกจากปราสาทหลังเห็นบริวารนอนหลับดุจป่าช้าผีดิบ พบพระพุทธเจ้าและบรรลุอรหัตตผล บิดามารดาภรรยาเป็นอุบาสกอุบาสิกาคู่แรกในโลก จากนั้นสหาย ๔ คนและอีก ๕๐ คนก็ทยอยออกบวชตามจนมีพระอรหันต์รวม ๖๑ รูป
  10. ໜ້າ 40–41 มารกถา พระพุทธเจ้าทรงส่งพระอรหันต์ ๖๐ รูปแยกย้ายไปประกาศศาสนาในทิศต่างๆ จากนั้นมารผู้มีบาปเข้ามาทูลอ้างว่าพระองค์ยังทรงถูกบ่วงมารผูกมัดอยู่ แต่พระพุทธองค์ตรัสตอบว่าทรงพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง มารจึงเสียใจหายไป
  11. ໜ້າ 42–43 ปัพพัชชูปสัมปทากถา ทรงอนุญาตให้ภิกษุทำการบรรพชาอุปสมบทกุลบุตรด้วยไตรสรณคมน์ได้เองในทิศต่างๆ แทนที่ต้องนำกุลบุตรเดินทางมาเฝ้าพระองค์ พร้อมกำหนดบทไตรสรณคมน์
  12. ໜ້າ 44 ทุติยมารกถา มารผู้มีบาปเข้าเฝ้าทูลท้าทายเป็นครั้งที่ ๒ ว่าพระพุทธเจ้ายังทรงถูกบ่วงมารผูกมัดอยู่ พระพุทธองค์ตรัสตอบว่าทรงพ้นแล้วจากบ่วงมารทั้งปวง มารจึงเสียใจหายไปอีกครั้ง
  13. ໜ້າ 45–46 ภัททวัคคิยวัตถุ สหายภัททวัคคีย์ ๓๐ คนพร้อมภรรยาเที่ยวเล่นในไพรสณฑ์ ตามหาหญิงแพศยาที่ขโมยของหนีไป พบพระพุทธเจ้าผู้ตรัสถามว่าแสวงหาหญิงหรือแสวงหาตนดีกว่ากัน ทั้งหมดได้ดวงตาเห็นธรรมและออกบวชอุปสมบท
  14. ໜ້າ 47–62 อุรุเวลปาฏิหาริยกถา และชฎิล ๓ พี่น้องขอบรรพชาอุปสมบท พระพุทธเจ้าเสด็จไปทรมานชฎิลอุรุเวลกัสสปะและบริวารด้วยปาฏิหาริย์หลายครั้ง เช่น ปราบพญานาคดุร้ายในโรงไฟจนไฟลุกโพลงทั้งเรือน ท้าวมหาราช ท้าวสักกะ และท้าวสหัมบดีพรหมเสด็จมาฟังธรรม เสด็จอุตตรกุรุทวีปหลบเลี่ยงงานบูชายัญ ทรงแสดงปาฏิหาริย์ต่อเนื่อง (ผ่าฟืน ก่อไฟ ดับไฟ ดำน้ำ ทรงขับน้ำท่วม) จนอุรุเวลกัสสปะสลดใจ พร้อมน้องชายทั้งสองและบริวารรวม ๑,๐๐๐ คนเลื่อมใสทูลขอบรรพชาอุปสมบท
  15. ໜ້າ 63–64 อาทิตตปริยายสูตร ณ ตำบลคยาสีสะ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปผู้เคยเป็นชฎิลว่าอายตนะภายในภายนอกและวิญญาณทั้งปวงเป็นของร้อนเพราะไฟราคะ โทสะ โมหะ จนภิกษุทั้งหมดบรรลุอรหัตตผล
  16. ໜ້າ 65–71 พิมพิสารสมาคมกถา พระพุทธเจ้าเสด็จสู่กรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารพร้อมพราหมณ์คหบดี ๑๒ นหุตเข้าเฝ้า ทรงเชื้อเชิญพระอุรุเวลกัสสปะแสดงเหตุที่ละการบูชาไฟ พระเจ้าพิมพิสารและบริวารส่วนใหญ่ได้ดวงตาเห็นธรรม ทรงแสดงความปรารถนา ๕ ประการที่สำเร็จ และถวายพระเวฬุวันเป็นวัดแห่งแรก
  17. ໜ້າ 72–78 สารีปุตตโมคคัลลานปัพพัชชากถา สารีบุตรปริพาชกพบพระอัสสชิกำลังบิณฑบาต ได้ฟังคาถา "เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา" จนได้ดวงตาเห็นธรรม แล้วชักชวนโมคคัลลานะและปริพาชก ๒๕๐ คนออกจากสำนักสัญชัยมาอุปสมบท ทำให้ประชาชนติเตียนว่าพระพุทธเจ้าทรงทำให้ตระกูลขาดสูญ
  18. ໜ້າ 79–87 อุปัชฌายวัตตกถา ภิกษุใหม่ไม่มีผู้คอยตักเตือนพร่ำสอนจึงนุ่งห่มไม่เรียบร้อยจนถูกติเตียน พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้มีอุปัชฌาย์ พร้อมกำหนดวิธีถืออุปัชฌาย์และวัตรที่สัทธิวิหาริกพึงปฏิบัติต่ออุปัชฌาย์อย่างละเอียด
  19. ໜ້າ 88–96 สัทธิวิหาริกวัตตกถาและปณามิตกถา ทรงกำหนดวัตรที่อุปัชฌาย์พึงปฏิบัติต่อสัทธิวิหาริกคู่ขนานกับอุปัชฌายวัตร และทรงอนุญาตวิธีประณาม (บอกเลิกความเป็นศิษย์) และการขอขมาเมื่อสัทธิวิหาริกประพฤติไม่ชอบ พร้อมองค์ประกอบที่ควรหรือไม่ควรถูกประณาม
  20. ໜ້າ 97–101 มูลเหตุอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม พราหมณ์คนหนึ่งซูบผอมเพราะภิกษุไม่ยอมบวชให้ พระสารีบุตรระลึกถึงบุญคุณจึงบวชให้ พระพุทธเจ้าทรงห้ามอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์แล้วทรงอนุญาตอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรมพร้อมกรรมวาจา และทรงบัญญัตินิสสัย ๔ เมื่อมีภิกษุบวชเพราะเห็นแก่ปากท้อง
  21. ໜ້າ 102–116 อาจริยวัตตกถาและอันเตวาสิกวัตตกถา เหตุการณ์นำไปสู่การกำหนดคณะสงฆ์ผู้ให้อุปสมบทอย่างน้อย ๑๐ รูปและอุปัชฌาย์ต้องมีพรรษาครบ ๑๐ (เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตรมีพรรษาเดียวให้อุปสมบทถูกตำหนิ และอุปัชฌาย์โง่เขลา) จากนั้นทรงบัญญัติอาจริยวัตรและอันเตวาสิกวัตรคู่ขนานกับอุปัชฌายวัตร ว่าด้วยการดูแลรักษาเสนาสนะ บาตร จีวร และหน้าที่อาจารย์ในการช่วยเหลืออันเตวาสิกเรื่องการอัพภานและกรรมต่างๆ ที่สงฆ์จะลง
  22. ໜ້າ 117–120 ปณามนาขมาปนา (การประณามและขอขมา) ว่าด้วยการที่อาจารย์ประณาม (ตัดขาด) อันเตวาสิกผู้ไม่ประพฤติชอบ และการที่อันเตวาสิกต้องขอขมาเพื่อคืนดี พร้อมองค์ ๕ ที่ควรและไม่ควรถูกประณาม
  23. ໜ້າ 121 พาลอัพยัตตวัตถุ (อาจารย์โง่เขลา) ภิกษุบางรูปแม้มีพรรษาครบ ๑๐ แต่ยังโง่เขลาไม่ฉลาดกลับให้นิสสัยแก่ผู้อื่น ทั้งที่บางครั้งอันเตวาสิกกลับเป็นบัณฑิตยิ่งกว่าอาจารย์
  24. ໜ້າ 122 นิสสยปฏิปัสสัทธิกถา (การระงับนิสสัย) ว่าด้วยเหตุ ๕ ประการที่ทำให้นิสสัยระงับจากอุปัชฌาย์และอาจารย์ เช่น หลีกไป สึก มรณภาพ หรือเข้ารีตเดียรถีย์
  25. ໜ້າ 123–137 อุปสัมปาเทตัพพปัญจกะ (องค์ภิกษุผู้ให้อุปสมบท ๑๖ หมวด) แสดงองค์คุณ ๕ และ ๖ ประการ รวม ๑๖ หมวด ของภิกษุผู้ควรและไม่ควรให้อุปสมบท ให้นิสสัย หรือใช้สามเณรอุปัฏฐาก โดยพิจารณาจากศีล สมาธิ ปัญญา ความรู้พระวินัยและพรรษา
  26. ໜ້າ 138–142 ติตถิยปริวาส กำหนดให้นักบวชเดียรถีย์เก่าที่ประสงค์จะอุปสมบทในพระธรรมวินัยนี้ต้องอยู่ปริวาส ๔ เดือนก่อน โดยมีข้อยกเว้นไม่ต้องให้ปริวาสแก่ชฎิลบูชาไฟและศากยะโดยกำเนิด
  27. ໜ້າ 143–151 ข้อห้ามอุปสมบทบุคคลมีปัญหาสังคม หมอชีวกโกมารภัจจ์ทูลขอให้ห้ามคนป่วยแอบบวชเพื่อรักษาตัว จากนั้นทรงห้ามบวชทหารหนีราชการ โจรองคุลิมาลผู้มีชื่อเสียง โจรที่ถูกออกหมายจับ บุรุษที่ถูกเฆี่ยน ลูกหนี้ และทาส เพราะสร้างความเสื่อมเสียหรือเป็นช่องให้หลบหนีคดี
  28. ໜ້າ 152–156 พวกเด็กชายสัตตรสวัคคีย์และกำหนดอายุบวช บุตรช่างทองทะเลาะกับมารดาบิดาแล้วหนีไปบวช ตามด้วยเรื่องเด็กชายอุบาลีและเพื่อน ๑๗ คนบวชแล้วหิวร้องไห้ขอข้าวกลางดึกจนทรงกำหนดอายุขั้นต่ำผู้อุปสมบท ๒๐ ปี รวมถึงเด็กกำพร้าจากอหิวาตกโรคที่นำไปสู่การกำหนดอายุสามเณรอย่างน้อย ๑๕ ปี และสามเณรกัณฏกะกับมหกะที่ชอบรังแกกัน
  29. ໜ້າ 157–164 การถือนิสสัย ชาวบ้านตำหนิว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เดียวตลอดปี ครั้นทรงชวนภิกษุจาริกไปทักขิณาคิรีชนบทกลับมีผู้ติดตามน้อยเพราะติดกฎถือนิสสัย ๑๐ พรรษา จึงทรงผ่อนผันให้ภิกษุผู้ฉลาดถือนิสสัยเพียง ๕ พรรษา พร้อมแจกแจงองค์ ๕ และ ๖ ประการของภิกษุที่ต้อง/ไม่ต้องถือนิสสัย
  30. ໜ້າ 165–167 พระราหุลกุมารทรงผนวช พระราหุลกุมารตามพระพุทธเจ้าไปทูลขอทรัพย์มรดก พระองค์จึงให้พระสารีบุตรบวชราหุลเป็นสามเณรด้วยไตรสรณคมน์แทน พระเจ้าสุทโธทนะเสด็จมาทูลขอพรด้วยความเศร้าโศกให้ห้ามบวชบุตรที่บิดามารดายังไม่อนุญาต
  31. ໜ້າ 168–171 ระเบียบสามเณรและข้อกักกัน ทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉลาดใช้สามเณรได้มากกว่า ๑ รูป กำหนดสิกขาบท ๑๐ ประการสำหรับสามเณร อนุญาตให้ลงทัณฑกรรม (ห้ามเข้าเขตที่พัก) แก่สามเณรผู้ประพฤติไม่ดี และห้ามภิกษุกักกันหรือเกลี้ยกล่อมสามเณรของผู้อื่นโดยไม่ขออนุญาตอุปัชฌาย์ก่อน
  32. ໜ້າ 172 เรื่องนาสนะสามเณรกัณฏกะ สามเณรกัณฏกะของพระอุปนันทศากยบุตรประทุษร้ายภิกษุณีชื่อกัณฏกี พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้นาสนะ (ขับออก) สามเณรผู้ประกอบด้วยองค์ ๑๐ เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดพรหมจรรย์ และประทุษร้ายภิกษุณี
  33. ໜ້າ 173–177 บัณเฑาะก์ คนลักเพศ คนเข้ารีตเดียรถีย์ และนาคแปลงกายขอบรรพชา เรื่องบุคคลต่างจำพวกที่ไม่สมควรอุปสมบท ได้แก่ บัณเฑาะก์ผู้ถูกภิกษุและสามเณรไล่จนไปหาคนเลี้ยงช้างม้า คนบอบบางที่ลักเพศปลอมบวชเอง และไคลแม็กซ์คือนาคแปลงกายเป็นชายหนุ่มมาขอบวชแต่ถูกจับได้เพราะกลับเป็นงูขณะหลับ อันเป็นที่มาของคำเรียกผู้บวชใหม่ว่า "นาค"
  34. ໜ້າ 178–179 คนฆ่ามารดา บิดา และพระอรหันต์ห้ามอุปสมบท เรื่องมาณพฆ่ามารดาและบิดาที่สำนึกผิดคิดบวชเพื่อสะสางบาป และเรื่องภิกษุ-ภิกษุณีถูกโจรปล้นทำร้ายระหว่างทาง โจรบางพวกหนีรอดมาบวชแล้วดีใจที่ไม่ถูกจับไปประหารเหมือนพวกที่เหลือ พระพุทธเจ้าทรงห้ามบุคคลเหล่านี้อุปสมบท
  35. ໜ້າ 180–181 คนทำลายสงฆ์ ทำร้ายพระพุทธเจ้า อุภโตพยัญชนก และผู้ไม่มีอุปัชฌาย์ ทรงห้ามอุปสมบทแก่คนทำลายสงฆ์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต และอุภโตพยัญชนก (ผู้มีเพศทั้งสอง) รวมทั้งห้ามให้กุลบุตรอุปสมบทโดยไม่มีอุปัชฌาย์ หรือมีสงฆ์/คณะเป็นอุปัชฌาย์
  36. ໜ້າ 182–183 บุคคลต้องห้ามเป็นอุปัชฌาย์ และผู้ไม่มีบาตรจีวรห้ามอุปสมบท รายชื่อบุคคลต้องห้าม เช่น บัณเฑาะก์ คนลักเพศ คนฆ่ามารดาบิดา ห้ามเป็นอุปัชฌาย์ให้ผู้อื่นบวช และทรงห้ามอุปสมบทกุลบุตรที่ไม่มีบาตรหรือจีวรของตนเอง เพราะทำให้เที่ยวบิณฑบาตเปลือยกายหรือด้วยมือเหมือนพวกเดียรถีย์
  37. ໜ້າ 184–186 กุลบุตรยืมบาตรจีวร และบุคคลพิการ ๓๒ จำพวกห้ามบรรพชา ทรงห้ามอุปสมบทผู้ที่ยืมบาตรหรือจีวรผู้อื่นมาใช้ชั่วคราว แล้วจึงแสดงรายการบุคคลผู้มีความพิการหรือลักษณะไม่สมประกอบ ๓๒ จำพวก เช่น มือด้วน เท้าด้วน ค่อม เตี้ย ตาบอด หูหนวก ที่ห้ามให้บรรพชาเป็นสามเณร
  38. ໜ້າ 187–189 การให้และถือนิสสัยแก่ภิกษุอลัชชี และผู้ไม่ต้องถือนิสสัย ทรงห้ามให้นิสสัยหรืออาศัยอยู่กับภิกษุอลัชชี (ไม่มีความละอาย) เพราะจะทำให้กลายเป็นอลัชชีไปด้วย และทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้เดินทางไกล ภิกษุไข้ ภิกษุพยาบาลไข้ และภิกษุอยู่ป่าไม่ต้องถือนิสสัยในบางกรณี
  39. ໜ້າ 190–191 สวดระบุโคตรอุปัชฌาย์ และการอุปสมบทหลายคนพร้อมกัน พระมหากัสสปะนิมนต์พระอานนท์มาสวดให้อุปสัมปทาเปกขะแต่ทูลว่าไม่กล้าออกนามพระเถระที่เคารพ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สวดระบุโคตรแทน และทรงอนุญาตให้สวดอุปสมบทครั้งละ ๒-๓ คนโดยมีอุปัชฌาย์รูปเดียวกันได้ รวมถึงเรื่องพระกุมารกัสสปะผู้มีอายุครบ ๒๐ ปีนับตั้งแต่อยู่ในครรภ์
  40. ໜ້າ 192–196 อุปสัมปทาวิธี วิธีอุปสมบทโดยละเอียด ทรงบัญญัติขั้นตอนการอุปสมบทอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การถามอันตรายิกธรรม ๑๓ ข้อ การสอนซ้อมก่อนถาม การแต่งตั้งภิกษุผู้สอนซ้อม คำขออุปสมบท จนถึงกรรมวาจาญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทาอันเป็นรูปแบบพิธีอุปสมบทที่ใช้สืบมาจนปัจจุบัน
  41. ໜ້າ 197–198 นิสสัย ๔ และเริ่มอกรณียกิจ ๔ (ปาราชิก) ทรงบัญญัติให้บอกนิสสัย ๔ (อาศัยบิณฑบาต ผ้าบังสุกุล โคนไม้ ยาดองมูตรเน่า) แก่ผู้บวชใหม่ทันที และเริ่มบอกอกรณียกิจ ๔ ที่ห้ามภิกษุกระทำตลอดชีวิต โดยมีเรื่องภิกษุใหม่ถูกทิ้งไว้ตามลำพังแล้วพบภรรยาเก่าจนเสพเมถุนธรรมเป็นต้นเหตุ
  42. ໜ້າ 199–206 จบอกรณียกิจ ๔ เรื่องภิกษุถูกอุกเขปนียกรรม และคำสรุปจบมหาขันธกะ จบการแสดงอกรณียกิจ ๔ (ห้ามเสพเมถุน ลักทรัพย์ ฆ่าสัตว์ อวดอุตตริมนุสสธรรม) ตามด้วยวิธีปฏิบัติต่อภิกษุที่ถูกลงอุกเขปนียกรรมแล้วสึกไปขอบวชใหม่ และปิดท้ายด้วยคาถาสรุปพร้อมรายการเรื่องทั้ง ๑๗๒ เรื่องในมหาขันธกะ
  43. ໜ້າ 207–208 เริ่มอุโปสถขันธกะ พระเจ้าพิมพิสารทูลขอให้สงฆ์ประชุม ปริพาชกอัญเดียรถีย์ประชุมกันแสดงธรรมในวัน ๑๔ ๑๕ และ ๘ ค่ำจนได้พรรคพวกมาก พระเจ้าพิมพิสารจึงกราบทูลขอให้พระสงฆ์ประชุมกันในวันเดียวกันบ้าง พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต แต่เมื่อภิกษุประชุมแล้วนั่งนิ่งถูกชาวบ้านตำหนิว่าเหมือนสุกรใบ้ จึงทรงอนุญาตให้กล่าวธรรมด้วย
  44. ໜ້າ 209–213 ทรงอนุญาตปาติโมกขุทเทสและกำหนดความถี่การทำอุโบสถ พระพุทธเจ้าทรงดำริให้ยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงเป็นอุโบสถกรรม พร้อมอธิบายความหมายของคำว่า "ปาติโมกข์" อย่างละเอียด และทรงจำกัดมิให้แสดงทุกวันหรือปักษ์ละ ๓ ครั้ง โดยให้แสดงปักษ์ละครั้งแก่ภิกษุผู้พร้อมเพรียงกันในเขตอาวาสเดียว
  45. ໜ້າ 214 เรื่องพระมหากัปปินเถระ พระมหากัปปินะหลีกเร้นคิดว่าตนบริสุทธิ์แล้วไม่จำเป็นต้องไปทำอุโบสถหรือสังฆกรรม พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระทัยจึงเสด็จไปปรากฏต่อหน้าท่านทันทีด้วยฤทธิ์ และตรัสสอนว่าถ้าไม่สักการะอุโบสถแล้วใครจะสักการะ
  46. ໜ້າ 215–220 ทรงอนุญาตสีมาและโรงอุโบสถ ทรงอนุญาตให้สมมติสีมาโดยทักนิมิตต่างๆ เช่น ภูเขา หิน ป่า ต้นไม้ และจำกัดขนาดสีมาไม่เกิน ๓ โยชน์ ห้ามสมมติสีมาคร่อมแม่น้ำ ทรงอนุญาตให้สมมติวิหารเป็นโรงอุโบสถโดยห้ามมีสองแห่งในอาวาสเดียว และให้สมมติพื้นที่ด้านหน้าโรงอุโบสถเมื่อคนแน่น
  47. ໜ້າ 221–224 แดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร และการถอนสีมา พระมหากัสสปะเดินทางข้ามแม่น้ำจีวรเปียกเพราะต้องรีบไปทำอุโบสถ พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้สมมติแดนไม่อยู่ปราศจากไตรจีวร (ติจีวราวิปปวาส) เว้นบ้านและอุปจารบ้าน พร้อมทั้งวางลำดับการสมมติและถอนสีมาทั้งสองชนิด
  48. ໜ້າ 225–230 คามสีมา อุทกุกเขปสีมา ประเภทวันอุโบสถ และปาติโมกขุทเทส ๕ แบบ ทรงอธิบายสีมาที่ไม่ต้องสมมติ เช่น คามสีมา นิคมสีมา อุทกุกเขปสีมาในแม่น้ำ ทรงห้ามสมมติสีมาคาบเกี่ยวหรือทับกัน แล้วจึงแสดงประเภทของวันอุโบสถ วิธีทำอุโบสถ ๔ อย่าง และปาติโมกขุทเทส ๕ แบบ ทรงห้ามยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงโดยย่อตามอำเภอใจ แต่ทรงอนุญาตเมื่อมีอันตราย ๑๐ ประการ เช่น พระราชาเสด็จมา โจรปล้น ไฟไหม้ น้ำหลาก และทรงอนุญาตให้พระเถระแสดงธรรมเองได้โดยไม่ต้องรับอาราธนา
  49. ໜ້າ 231–236 วินยปุจฉนกถา วินยวิสัชชนกถา โจทนากถา และการคัดค้านกรรมที่ไม่ชอบธรรม ทรงบัญญัติว่าการถามและวิสัชนาพระวินัย รวมถึงการโจทอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ต้องได้รับแต่งตั้งหรือขอโอกาสก่อน และทรงอนุญาตให้คัดค้านเมื่อพระฉัพพัคคีย์ทำสังฆกรรมที่ไม่ชอบด้วยธรรม แม้ถูกพวกพระฉัพพัคคีย์ขู่ฆ่าซ้ำหลายครั้ง จนถึงข้อห้ามพระเทวทัตยกปาติโมกข์ต่อหน้าคฤหัสถ์
  50. ໜ້າ 237–240 เรื่องภิกษุเมืองโจทนาวัตถุไม่รู้จักอุโบสถ และทรงอนุญาตให้เรียนวิธีนับปักษ์-นับภิกษุ พระเถระในเมืองโจทนาวัตถุโง่เขลาไม่รู้จักอุโบสถจนถูกชาวบ้านตำหนิ ทรงอนุญาตให้ภิกษุฉลาดทำหน้าที่แทนและส่งภิกษุไปเรียนปาติโมกข์ยังอาวาสใกล้เคียง พร้อมทรงอนุญาตให้ทุกรูปเรียนวิธีนับวันข้างขึ้นข้างแรมและนับจำนวนภิกษุในวันอุโบสถ
  51. ໜ້າ 241–244 บุพพกรณ์ในโรงอุโบสถ: กวาดลาน ปูอาสนะ ตามประทีป จัดน้ำ เรื่องพระเถระผู้ประกาศวันอุโบสถนึกไม่ได้ตอนเช้า ทรงอนุญาตให้บอกในเวลาที่นึกได้ และทรงบัญญัติบุพพกรณ์ก่อนอุโบสถ ได้แก่ กวาดโรงอุโบสถ ปูอาสนะ ตามประทีป และจัดน้ำฉันน้ำใช้ โดยให้พระเถระใช้พระนวกะทำหน้าที่
  52. ໜ້າ 245–247 การบอกลาก่อนไปสู่ทิศ และการมอบปาริสุทธิของภิกษุไข้ ทรงบัญญัติว่าภิกษุโง่เขลาต้องบอกลาอุปัชฌาย์อาจารย์ก่อนเดินทาง ให้สงเคราะห์ภิกษุพหูสูตที่มาเยือน และหากในอาวาสไม่มีผู้รู้อุโบสถให้ส่งภิกษุไปเรียนหรือย้ายอาวาส จากนั้นทรงอนุญาตวิธีมอบปาริสุทธิ (แจ้งความบริสุทธิ์) แทนตัวสำหรับภิกษุไข้ พร้อมเงื่อนไขเมื่อภิกษุผู้นำสารสึกหรือมรณภาพระหว่างทาง
  53. ໜ້າ 248–250 การมอบฉันทะของภิกษุไข้ และภิกษุถูกญาติจับตัวในวันอุโบสถ ทรงอนุญาตวิธีมอบฉันทะสำหรับภิกษุไข้ในการทำสังฆกรรม คล้ายกับการมอบปาริสุทธิ และเรื่องภิกษุถูกหมู่ญาติ พระราชา โจร หรือภิกษุศัตรูจับตัวไว้ในวันอุโบสถ ทรงวางขั้นตอนขอร้องให้ปล่อยตัวหรือรอจนกว่าจะทำอุโบสถเสร็จ
  54. ໜ້າ 251–252 อุมมัตตกสมมติ: การสมมติแก่ภิกษุวิกลจริต (พระคัคคะ) ภิกษุคัคคะวิกลจริต ระลึกและมาร่วมอุโบสถได้บ้างไม่ได้บ้าง ทรงอนุญาตให้สงฆ์ให้อุมมัตตกสมมติแก่ท่านเพื่อให้สงฆ์ทำอุโบสถและสังฆกรรมได้โดยไม่ต้องรอท่าน พร้อมกรรมวาจา
  55. ໜ້າ 253–255 วิธีทำอุโบสถสำหรับสงฆ์ ๔, ๓, ๒ รูป และรูปเดียว ทรงบัญญัติวิธีทำอุโบสถตามจำนวนภิกษุ: ๔ รูปยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ๓ รูปและ ๒ รูปทำปาริสุทธิอุโบสถบอกความบริสุทธิ์แก่กัน ส่วนภิกษุรูปเดียวให้เตรียมสถานที่แล้วอธิษฐานอุโบสถเอง
  56. ໜ້າ 256–260 วิธีแสดงอาบัติก่อนทำอุโบสถ และกรณีสงฆ์ทั้งหมดต้องสภาคาบัติ ทรงบัญญัติวิธีแสดงอาบัติหรือความไม่แน่ใจในอาบัติก่อนทำอุโบสถ ห้ามแสดงหรือรับแสดงสภาคาบัติ (อาบัติร่วมกัน) และวิธีแก้ไขเมื่อสงฆ์ทั้งอาวาสต้องสภาคาบัติเดียวกันโดยไม่รู้ชื่ออาบัติ ต้องอาศัยภิกษุพหูสูตชี้แจงจึงจะทำคืนอาบัติได้
  57. ໜ້າ 261–265 ๑๕ กรณีทำอุโบสถไม่ต้องอาบัติ เมื่อภิกษุอาวาสอื่นมาเพิ่ม กรณีศึกษา ๑๕ แบบเมื่อภิกษุอาวาสอื่นมาถึงระหว่างหรือหลังยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง โดยที่ภิกษุเดิมไม่รู้ว่ามีภิกษุอื่นค้างอยู่ ถือว่าไม่ต้องอาบัติเพราะไม่ได้เจตนาแบ่งพวก
  58. ໜ້າ 266–268 ๑๕ กรณีแบ่งพวกทำอุโบสถโดยรู้อยู่ ต้องอาบัติทุกกฏ กรณีศึกษาต่อเนื่อง ๑๕ แบบ เมื่อภิกษุรู้อยู่แล้วว่ามีภิกษุอาวาสอื่นค้างแต่ยังจงใจแบ่งพวกทำอุโบสถ ทุกกรณีต้องอาบัติทุกกฏ ต่างจากกรณีก่อนหน้าที่ไม่รู้
  59. ໜ້າ 269–270 ๑๕ กรณีภิกษุไม่แน่ใจว่าควรทำอุโบสถร่วมหรือไม่ กรณีศึกษา ๑๕ แบบเมื่อภิกษุรู้ว่ามีภิกษุอาวาสอื่นค้างอยู่แต่ไม่แน่ใจว่าควรทำอุโบสถร่วมหรือไม่ แล้วแยกกันทำ ยังคงต้องอาบัติทุกกฏเช่นเดียวกับกรณีที่รู้แจ้งชัด
  60. ໜ້າ 271–273 ๑๕ กรณีภิกษุกังวลใจแล้วยังแยกกันทำอุโบสถ กรณีศึกษา ๑๕ แบบเมื่อภิกษุกังวลใจคิดว่า "พวกเราควรทำอุโบสถแท้ ไม่ใช่ไม่ควรทำ" แล้วแยกกันทำอุโบสถทั้งที่รู้ว่ามีภิกษุอาวาสอื่นค้างอยู่ ยังต้องอาบัติทุกกฏเช่นเดิม
  61. ໜ້າ 274–278 ๑๕ กรณีมุ่งความแตกร้าวทำอุโบสถ ต้องอาบัติถุลลัจจัย กรณีศึกษา ๑๕ แบบเมื่อภิกษุตั้งใจมุ่งร้ายอยากให้อีกฝ่ายเสื่อมสูญพินาศแล้วแยกกันทำอุโบสถ ต้องอาบัติหนักขึ้นเป็นถุลลัจจัย ต่างจากกรณีอื่นที่เป็นเพียงทุกกฏ
  62. ໜ້າ 279–280 สีโมกกันติกเปยยาล: เปยยาลมุข ๗๐๐ ติกะ และวันอุโบสถไม่ตรงกัน ทรงแสดงหลักเปยยาล (การละข้อความซ้ำ) รวม ๗๐๐ ติกะเกี่ยวกับภิกษุกำลังเข้าหรือเข้าสีมาแล้ว และวางกฎเมื่อวันอุโบสถของภิกษุเจ้าถิ่นกับภิกษุอาคันตุกะไม่ตรงกัน (๑๔ค่ำ/๑๕ค่ำ/๑ค่ำ) ว่าฝ่ายใดควรอนุวัตหรือออกไปทำอุโบสถนอกสีมา
  63. ໜ້າ 281–283 ลิงคาทิทัสสนะ: เห็น/ได้ยินร่องรอยภิกษุอื่นต้องค้นหาก่อนทำอุโบสถ หากภิกษุอาคันตุกะหรือภิกษุเจ้าถิ่นเห็นหรือได้ยินร่องรอยว่ามีภิกษุอีกฝ่ายอยู่ (เตียงตั่งจัดไว้ เสียงจงกรม รอยน้ำล้างเท้า) แต่ไม่แน่ใจ ต้องค้นหาก่อนทำอุโบสถมิฉะนั้นต้องอาบัติ และเริ่มกรณีเข้าใจผิดว่าภิกษุอื่นเป็นสมานสังวาสหรือนานาสังวาส
  64. ໜ້າ 284–288 สถานที่ควรและไม่ควรไปในวันอุโบสถ บุคคลต้องห้าม และจบอุโบสถขันธกะ (๘๖ เรื่อง) กรณีภิกษุอาคันตุกะกับภิกษุเจ้าถิ่นไต่ถามแล้วรังเกียจหรือไม่รังเกียจในการทำอุโบสถร่วมกับภิกษุต่างนิกาย (นานาสังวาส) และทรงห้ามภิกษุออกจากอาวาสที่มีภิกษุไปสู่อาวาสที่ไม่มีภิกษุในวันอุโบสถ เว้นแต่ไปกับสงฆ์หรือมีอันตราย ตามด้วยกำหนดสถานที่ที่ภิกษุพึงและไม่พึงออกไปในวันอุโบสถ (คันตัพพวาร) และรายชื่อบุคคลต้องห้ามร่วมฟังสวดปาติโมกข์ เช่น ภิกษุณี บัณเฑาะก์ คนฆ่ามารดาบิดา คนทำร้ายพระศาสดา ปิดท้ายด้วยเรื่องปาริวาสิกปาริสุทธิและจบอุโบสถขันธกะ (๘๖ เรื่อง)
  65. ໜ້າ 289–291 รวมเรื่องที่มีในอุโบสถขันธกะ อุทานคาถาสรุปรายชื่อเรื่องราวทั้ง ๘๖ เรื่องในอุโบสถขันธกะ ตั้งแต่เรื่องปริพาชกอัญเดียรถีย์จนถึงเรื่องทำอุโบสถในวันมิใช่วันอุโบสถ ปิดท้ายอุโบสถขันธกะ
  66. ໜ້າ 292–294 เริ่มวัสสูปนายิกขันธกะ ทรงอนุญาตเข้าจำพรรษา ชาวบ้านตำหนิภิกษุที่จาริกตลอดปีเหยียบย่ำติณชาติ ทรงอนุญาตให้เข้าจำพรรษา ๒ ช่วง ทรงห้ามพระฉัพพัคคีย์เที่ยวจาริกระหว่างพรรษา และทรงอนุญาตให้เลื่อนกาลฝนตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าพิมพิสาร
  67. ໜ້າ 295–311 สัตตาหกรณียะ เหตุขอลาไปกิจธุระ ๗ วัน ทรงอนุญาตให้ภิกษุลาไปกิจธุระนอกอาวาสได้ ๗ วันระหว่างพรรษา เช่น เมื่อทายกสร้างวิหารถวายและส่งทูตนิมนต์ เมื่อสหธรรมิกทั้ง ๕ หรือมารดาบิดาญาติเจ็บป่วยหรือมีกิจจำเป็น โดยไล่เรียงเป็นรายกรณีอย่างละเอียด
  68. ໜ້າ 312–318 อันตรายที่ทำให้ขาดพรรษาโดยไม่ต้องอาบัติ ทรงอนุญาตให้ภิกษุออกจากอาวาสระหว่างพรรษาได้โดยไม่ต้องอาบัติเมื่อเผชิญอันตราย เช่น สัตว์ร้าย งู โจร ปีศาจ ไฟไหม้ น้ำท่วม ขาดอาหาร หรือถูกสตรี/หญิงแพศยาล่อลวงด้วยทรัพย์และการแต่งงาน รวมถึงกรณีมีผู้พยายามทำลายสงฆ์
  69. ໜ້າ 319–322 สถานที่จำพรรษาที่อนุญาตและต้องห้าม ทรงอนุญาตให้จำพรรษาในคอกโค หมู่เกวียน หรือเรือได้ แต่ทรงห้ามจำพรรษาในโพรงไม้ ค่าคบไม้ ที่แจ้ง กระท่อมผี ในร่ม หรือในตุ่ม เพราะถูกชาวบ้านตำหนิ พร้อมเริ่มเรื่องกติกาไม่ชอบธรรมของสงฆ์เมืองสาวัตถี
  70. ໜ້າ 323–330 พระอุปนันทะผิดคำปฏิญาณจำพรรษาและจบวัสสูปนายิกขันธกะ เรื่องหลานชายนางวิสาขาพลาดโอกาสบวชเพราะกติกาห้ามบวชระหว่างพรรษา และเรื่องพระอุปนันทศากยบุตรผิดคำปฏิญาณเข้าจำพรรษา ๒ แห่งเพราะโลภจีวร พร้อมกรณีศึกษาโดยละเอียดเรื่องการรับคำจำพรรษาต้น-หลัง จบวัสสูปนายิกขันธกะ (๕๒ เรื่อง)
  71. ໜ້າ 331–336 มูควัตรและกำเนิดปวารณา เริ่มปวารณาขันธกะ ภิกษุกลุ่มหนึ่งคิดค้น "มูควัตร" ไม่ทักทายกันตลอดพรรษาเพื่อความสงบ แต่ถูกพระพุทธเจ้าตำหนิว่าอยู่ร่วมกันอย่างปศุสัตว์ จึงทรงห้ามมูควัตรและทรงอนุญาตพิธีปวารณาแทน พร้อมกำหนดวิธีปวารณาและคำเตวาจิกาปวารณา
  72. ໜ້າ 337–346 ปวารณาเภทและวิธีปวารณาตามจำนวนสงฆ์ ๕, ๔, ๓, ๒ รูป ประเภทวันปวารณาและอาการทำปวารณา ๔ อย่าง ทรงอนุญาตให้ภิกษุไข้มอบปวารณาแก่ผู้อื่นแทนตน วิธีปฏิบัติเมื่อภิกษุถูกหมู่ญาติหรือศัตรูจับตัวไว้ในวันปวารณา และวิธีปวารณาสำหรับสงฆ์ ๕ รูป ๔ รูป เมื่อในอาวาสมีภิกษุอยู่เพียง ๓ หรือ ๒ รูป พระองค์ทรงอนุญาตให้ปวารณาต่อกันเป็นการคณะ พร้อมกำหนดคำปวารณาสำหรับภิกษุพรรษามากกว่าและน้อยกว่าโดยละเอียด
  73. ໜ້າ 347–348 วิธีแก้ไขและเปิดเผยอาบัติในวันปวารณา ภิกษุผู้อยู่รูปเดียวในวันปวารณาพึงอธิษฐานปวารณาเอง ส่วนภิกษุที่ต้องอาบัติหรือไม่แน่ใจในอาบัติก่อนหรือขณะปวารณา ต้องเปิดเผยอาบัตินั้นแก่ภิกษุใกล้เคียงก่อนจึงจะปวารณาได้โดยไม่ให้เป็นอันตรายต่อปวารณา
  74. ໜ້າ 349 วิธีแก้ไขเมื่อสงฆ์ทั้งอาวาสต้องสภาคาบัติร่วมกัน เมื่อสงฆ์ทั้งหมดในอาวาสต้องอาบัติชนิดเดียวกัน (สภาคาบัติ) ซึ่งห้ามแสดงอาบัติแก่กันเอง ทรงอนุญาตให้ส่งภิกษุรูปหนึ่งไปทำคืนอาบัติที่อาวาสใกล้เคียง หรือประกาศญัตติเจตนาจะทำคืนเมื่อพบภิกษุผู้บริสุทธิ์ แล้วจึงปวารณาได้
  75. ໜ້າ 350–363 กรณีศึกษาปวารณาเมื่อภิกษุอาวาสอื่นมาถึงกลางคัน (ปัณณรสกะ ๕ ชุด) ไล่เรียงกรณีสมมติโดยละเอียด ๕ ชุด ชุดละ ๑๕ กรณี ว่าด้วยความผิดต่างระดับ (ไม่ต้องอาบัติ ทุกกฏ ถุลลัจจัย) เมื่อภิกษุอาวาสอื่นมาถึงระหว่างหรือหลังปวารณาเสร็จ ขึ้นอยู่กับว่าสงฆ์รู้หรือไม่รู้ว่ายังมีภิกษุมาไม่ครบ และมีเจตนามุ่งแตกแยกหรือไม่
  76. ໜ້າ 364–368 เปยยาลมุข ๗๐๐ ติกะ และการสังเกตภิกษุอาวาสอื่น สรุปกรณีปวารณาที่ละไว้ด้วยวิธีเปยยาลรวม ๗๐๐ ติกะ กำหนดวิธีปฏิบัติเมื่อภิกษุอาคันตุกะกับภิกษุประจำถิ่นนับวันปวารณาต่างกัน และวิธีปฏิบัติเมื่อเห็นหรือได้ยินร่องรอยว่ามีภิกษุอีกกลุ่มอยู่ในบริเวณแต่ไม่แน่ใจ
  77. ໜ້າ 369–373 ภิกษุนานาสังวาส สถานที่ควรไป และบุคคลต้องห้ามในปวารณา กำหนดวิธีปฏิบัติเมื่อพบภิกษุต่างนิกาย (นานาสังวาส) ในวันปวารณา ข้อห้าม-ข้อควรไปยังอาวาสอื่นในวันปวารณา และเริ่มรายชื่อบุคคลที่ห้ามนั่งร่วมในบริษัทปวารณา เช่น ภิกษุณี บัณเฑาะก์ และคนฆ่ามารดาบิดา
  78. ໜ້າ 374–377 เหตุฉุกเฉินให้ย่นปวารณาเหลือ ๒ หนหรือหนเดียว จบรายชื่อบุคคลต้องห้ามแล้วเล่าเหตุการณ์จริงที่ทำให้ปวารณา ๓ หนไม่ทัน เช่น ชาวป่ามารบกวน ชาวบ้านถวายทานจนใกล้สว่าง หรือฝนตั้งเค้าจะตก พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ย่นปวารณาเหลือ ๒ หน หนเดียว หรือปวารณาตามลำดับพรรษาเท่ากัน รวมถึงอันตราย ๑๐ อย่างที่ให้ย่นปวารณาได้เช่นกัน
  79. ໜ້າ 378–383 การงดปวารณาแก่ภิกษุมีอาบัติ และวิธีซักถามโจทก์-จำเลย พระฉัพพัคคีย์ไม่ยอมให้โอกาสเมื่อถูกสงฆ์ขอ ทรงอนุญาตให้งดปวารณาภิกษุนั้นได้พร้อมกำหนดวิธีงดปวารณาที่ถูกต้อง ห้ามงดปวารณาภิกษุผู้บริสุทธิ์ และวางขั้นตอนซักถามละเอียดว่าโจทก์เห็น ได้ยิน หรือสงสัยอาบัติของจำเลยด้วยเหตุใด หากกล่าวหาไม่มีมูลโจทก์เองต้องรับอาบัติแทน
  80. ໜ້າ 384–385 ความเห็นขัดแย้งเรื่องชนิดอาบัติ และการงดวัตถุ-บุคคลที่ยังไม่ปรากฏ เมื่อภิกษุต้องอาบัติแต่สงฆ์มีความเห็นไม่ตรงกันว่าเป็นอาบัติชนิดใด ให้ฝ่ายที่เห็นว่าเบากว่าเป็นผู้นำไปปรับอาบัติก่อนจึงปวารณาได้ และกำหนดวิธีประกาศงดปวารณาเมื่อ "วัตถุ" หรือ "บุคคล" ที่ถูกกล่าวหายังไม่ปรากฏชัดเจน
  81. ໜ້າ 386–389 ภิกษุก่อความบาดหมางวางแผนขัดขวางปวารณาฝ่ายสงบ ภิกษุกลุ่มหนึ่งที่ชอบทะเลาะวิวาทจงใจมาจำพรรษาใกล้ภิกษุผู้สงบสุขเพื่อหวังจะงดปวารณาของพวกท่าน พระผู้มีพระภาคทรงแนะให้ฝ่ายสงบรีบปวารณาก่อนหรือเลี่ยงไปปวารณานอกสีมา หากเลี่ยงไม่ได้ก็ให้เลื่อนปวารณาออกไปจนถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ ซึ่งครบกำหนด ๔ เดือน
  82. ໜ້າ 390–393 การสงเคราะห์กันด้วยปวารณา และบทสรุปปวารณาขันธกะ ปิดท้ายเล่ม ๔ ภิกษุกลุ่มหนึ่งที่อยู่ผาสุกพร้อมเพรียงกันเกรงว่าปวารณาแล้วต่างองค์จะแยกย้ายจาริกไป จึงขอเลื่อนปวารณาออกไปถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ เพื่อรักษาความผาสุกไว้ก่อน จบด้วยอุทานคาถาสรุปรายชื่อ ๔๖ เรื่องของปวารณาขันธกะ ปิดท้ายมหาวรรค ภาค ๑ (เล่ม ๔)