อธิกรณ์ ๔: แยกให้ออกว่ากำลังมีเรื่องแบบไหน
ข้อปฏิบัติ

อธิกรณ์ ๔: แยกให้ออกว่ากำลังมีเรื่องแบบไหน

จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว อธิกรณานิ

พระวินัยแบ่งเรื่องที่สงฆ์ต้องจัดการเป็น ๔ แบบ คือ ข้อโต้แย้งว่าอะไรถูก การกล่าวหาว่าใครทำผิด ความผิดที่เกิดขึ้นจริง และกิจที่ส่วนรวมต้องทำ พร้อมบอกรากเหง้าของแต่ละแบบ ช่วยให้แยกเรื่องให้ออกก่อนลงมือแก้

๘ ข้อ

ในสมถขันธกะ จุลวรรค พระวินัยปิฎก มีเหตุการณ์ว่าภิกษุกับภิกษุณีวิวาทกัน และพระฉันนะเข้าไปแทรกแซงเข้าข้างภิกษุณีแล้ววิวาทกับภิกษุ พระพุทธเจ้าทรงติเตียน แล้วตรัสว่าอธิกรณ์มี ๔ อย่าง คือ วิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ อาปัตตาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์

อธิกรณ์ในที่นี้หมายถึงเรื่องที่สงฆ์ต้องยกขึ้นมาจัดการให้ระงับ พระวินัยอธิบายต่อว่าแต่ละอย่างคืออะไร มีอะไรเป็นมูลเหตุ เป็นกุศล อกุศล หรืออัพยากฤตได้อย่างไร และระงับด้วยสมถะอะไรบ้าง

รายละเอียดทั้งหมดเป็นระเบียบของภิกษุสงฆ์ พระวินัยเองระบุว่าการวิวาทหรือกล่าวหากันระหว่างแม่กับลูก พ่อกับลูก พี่กับน้อง หรือเพื่อนกับเพื่อน ไม่นับเป็นอธิกรณ์ในความหมายนี้ แต่หลักการแยกประเภทเรื่องก่อนแก้ นำมาใช้กับความขัดแย้งในครอบครัว ที่ทำงาน และชุมชนได้ดี

  1. ๑

    วิวาทาธิกรณ์: เถียงกันว่าอะไรถูก วิวาทาธิกรณํ

    ภิกษุวิวาทกันว่า นี้เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม เป็นวินัยหรือไม่ พระตถาคตตรัสไว้ ทรงประพฤติ หรือทรงบัญญัติไว้หรือไม่ เป็นอาบัติหรือไม่ อาบัติเบาหรือหนัก มีส่วนเหลือหรือไม่ ชั่วหยาบหรือไม่ ความบาดหมาง การทุ่มเถียง และการยึดมั่นในเรื่องเหล่านี้ เรียกว่าวิวาทาธิกรณ์

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อเถียงกันเรื่องหลักการหรือวิธีทำงาน ตกลงกันก่อนว่ากำลังคุยเรื่อง "อะไรถูก" ไม่ใช่เรื่อง "ใครผิด"

  2. ๒

    อนุวาทาธิกรณ์: กล่าวหาว่ามีคนทำผิด อนุวาทาธิกรณํ

    ภิกษุโจทภิกษุด้วยศีลวิบัติ อาจารวิบัติ ทิฐิวิบัติ หรืออาชีววิบัติ ทั้งการกล่าวหา การฟ้องร้อง การคล้อยตาม และการช่วยเพิ่มกำลังให้การโจทนั้น เรียกว่าอนุวาทาธิกรณ์

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนกล่าวหาใคร ระบุให้ชัดว่ากล่าวหาเรื่องอะไร มีหลักฐานอะไร และระวังการไปช่วยเสริมข้อกล่าวหาของคนอื่นทั้งที่ยังไม่รู้ข้อเท็จจริง

  3. ๓

    อาปัตตาธิกรณ์: ความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว อาปตฺตาธิกรณํ

    อาบัติ ๕ กองหรือ ๗ กอง เรียกว่าอาปัตตาธิกรณ์ มีมูลคือสมุฏฐาน ๖ ได้แก่เกิดทางกาย ทางวาจา หรือประกอบกับจิตในแบบต่าง ๆ พระวินัยแยกว่า อาบัติที่ละเมิดทั้งรู้และจงใจเป็นอกุศล ส่วนที่ละเมิดโดยไม่รู้ไม่จงใจเป็นอัพยากฤต

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    แยกความผิดพลาดที่ตั้งใจออกจากที่ไม่ได้ตั้งใจ ทั้งสองอย่างต้องแก้ แต่ไม่ควรตัดสินคนทำด้วยน้ำหนักเท่ากัน

  4. ๔

    กิจจาธิกรณ์: งานที่ส่วนรวมต้องทำ กิจฺจาธิกรณํ

    หน้าที่ที่สงฆ์ต้องทำร่วมกัน คือสังฆกรรมตั้งแต่อปโลกนกรรมไปจนถึงญัตติจตุตถกรรม เรียกว่ากิจจาธิกรณ์ มูลของกิจจาธิกรณ์มีอย่างเดียวคือสงฆ์ ส่วนกิจที่ศิษย์ทำต่ออาจารย์หรืออุปัชฌาย์ไม่นับเป็นอธิกรณ์

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    การประชุมตัดสินใจร่วมกันก็ต้องทำให้ถูกขั้นตอน ถ้าขั้นตอนไม่ชัด แม้การตัดสินใจที่ดีก็กลายเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งใหม่ได้

  5. ๕

    รากของการเถียงและการโจท ๖ อย่าง ฉ วิวาทมูลานิ

    มูลของการวิวาทและการโจทได้แก่ มักโกรธผูกโกรธ ลบหลู่ตีเสมอ ริษยาตระหนี่ โอ้อวดมีมายา ปรารถนาลามกเห็นผิด และยึดความเห็นตนถอนได้ยาก ผู้เป็นเช่นนี้ไม่เคารพพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ และก่อวิวาทในสงฆ์ ทรงสอนว่าถ้าเห็นรากเหล่านี้ในตนหรือในผู้อื่น ให้พยายามละ ถ้าไม่เห็น ก็ให้ปฏิบัติเพื่อไม่ให้มันไหลเข้ามาในภายหน้า

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนโทษว่าอีกฝ่ายเริ่มเรื่อง ถามตัวเองว่ามีความโกรธค้าง ความอิจฉา หรือความยึดความคิดตัวเองปนอยู่ในเรื่องนี้หรือไม่

  6. ๖

    เถียงด้วยใจอกุศลหรือใจกุศลก็ได้ ตีณิปิ อกุสลมูลานิ

    พระวินัยระบุว่ามูลของการวิวาทและการโจทรวมถึงอกุศลมูล ๓ คือทำด้วยจิตโลภ โกรธ หลง และกุศลมูล ๓ คือทำด้วยจิตไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง แปลว่าการโต้แย้งหรือการชี้ความผิดอาจมาจากใจที่ดีก็ได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    การทักท้วงเพื่อนร่วมงานไม่ใช่เรื่องผิด ก่อนพูดให้ถามตัวเองว่าตอนนี้อยากให้งานดีขึ้น หรืออยากเอาชนะ

  7. ๗

    ถูกโจทเพราะรูปร่างหรือการพูด กาโยปิ อนุวาทาธิกรณสฺส มูลํ

    พระวินัยบอกว่ากายและวาจาก็เป็นมูลของการโจทได้ เช่น ภิกษุบางรูปผิวพรรณไม่งาม รูปร่างเล็ก ป่วยบ่อย ตาบอด ง่อย หรืออัมพาต บางรูปพูดไม่ดี พูดไม่ชัด แล้วถูกโจทโดยอ้างถึงสิ่งเหล่านั้น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สังเกตว่าเราจับผิดหรือสงสัยใครง่ายกว่าคนอื่น เพียงเพราะหน้าตา สำเนียง หรือความพิการของเขาหรือไม่

  8. ๘

    แต่ละแบบมีวิธีระงับของตน กตีหิ สมเถหิ สมฺมติ

    วิวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสัมมุขาวินัยและเยภุยยสิกา อนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสัมมุขาวินัย สติวินัย อมูฬหวินัย และตัสสปาปิยสิกา อาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสัมมุขาวินัย ปฏิญญาตกรณะ และติณวัตถารกะ ส่วนกิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสัมมุขาวินัยอย่างเดียว

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เรื่องเถียงกันว่าอะไรถูก แก้ด้วยการคุยพร้อมหน้าและหาข้อตกลง เรื่องกล่าวหา ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนเรื่องความผิดที่เกิดแล้ว แก้ด้วยการยอมรับ อย่าใช้วิธีเดียวกับทุกเรื่อง

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

ความขัดแย้งหลายเรื่องแก้ไม่จบ เพราะมีหลายเรื่องปนกันในการคุยครั้งเดียว เช่น ทีมเถียงกันว่าวิธีไหนถูก (ข้อโต้แย้ง) มีคนบอกว่าอีกคนทำพลาด (การกล่าวหา) ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจริงยังไม่มีใครยอมรับ (ความผิด) และงานที่ต้องตัดสินใจร่วมกันก็ค้างอยู่ (กิจ)

ลองเริ่มการคุยเรื่องยากด้วยคำถามว่า เรื่องนี้เป็นแบบไหน แล้วคุยทีละเรื่อง แต่ละแบบต้องจัดการต่างกัน การเอาวิธีของเรื่องหนึ่งไปใช้กับอีกเรื่องมักทำให้แย่ลง

อีกข้อที่ควรจำคือ พระวินัยไม่ได้มองว่าการโต้แย้งเลวเสมอไป การเถียงกันด้วยใจที่ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงก็มี สิ่งที่ต้องดูคือใจที่อยู่เบื้องหลัง มากกว่าตัวการเถียง

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

เตวิชชสูตร: แถวคนตาบอดกับทางที่ไม่มีใครเคยเห็น

เตวิชฺชสุตฺตํ

มาณพสองคนเถียงกันว่าทางไปพรหมของอาจารย์ใครตรงกว่า พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าไม่มีใครในสายนั้นเคยเห็นพรหม แล้วทรงยกอุ…

สามัญญผลสูตร: หนี้ โรค เรือนจำ ความเป็นทาส และทางกันดาร

ยถา อิณํ ยถา โรคํ ยถา พนฺธนาคารํ

ทรงเปรียบใจที่ยังมีนิวรณ์ ๕ ว่าเหมือนคนเป็นหนี้ คนป่วยหนัก นักโทษ ทาส และคนเดินทางกันดาร แล้วเปรียบใจที่ละนิวร…

มหากัจจายนเถราปทาน: ขยายคำย่อให้คนเข้าใจ

มหากจฺจายนตฺเถราปทานํ

อดีตชาติของพระมหากัจจายนะตามคัมภีร์อปทานสองแห่ง ดาบสผู้ได้ยินพระพุทธเจ้าทรงชมสาวกที่ขยายความคำสอนย่อได้พิสดาร …

ปิลินทวัจฉเถราปทาน: ถวายของที่ใช้ได้จริง

ปิลินฺทวจฺฉตฺเถราปทานํ

นายประตูเมืองหงสวดีคิดจะถวายสิ่งที่ยังไม่มีใครเคยถวาย จึงไม่ได้เลือกของที่แพงที่สุด แต่รวบรวมบริขารทุกอย่างที่…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้