อนุตตริยสูตร: สิ่งที่ยอดเยี่ยม ๖ อย่าง
อนุตฺตริยสุตฺตํการเห็น การฟัง การได้ การศึกษา การบำรุง และการระลึกถึงมีหลายระดับ พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธแบบทั่วไป แต่ชี้ว่าแบ…
สจิตฺตสุตฺตํ
ถ้ายังอ่านใจคนอื่นไม่ออก ก็ให้ฉลาดในใจของตัวเองก่อน — คำถาม ๑๐ ข้อสำหรับส่องใจเหมือนคนส่องกระจกดูหน้า ว่าส่วนใหญ่เรามีโลภ พยาบาท ง่วงซึม ฟุ้งซ่าน สงสัย โกรธ เศร้าหมอง กายกระสับกระส่าย เกียจคร้าน หรือใจไม่ตั้งมั่นหรือไม่
ในสจิตตสูตร อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าภิกษุยังไม่ฉลาดในวาระจิตของผู้อื่น ก็พึงศึกษาว่า เราจักเป็นผู้ฉลาดในวาระจิตของตน
ทรงเปรียบกับหนุ่มสาวที่ชอบแต่งตัว ส่องดูหน้าตัวเองในกระจกที่ใสสะอาดหรือในภาชนะน้ำใส ถ้าเห็นฝุ่นหรือจุดด่างก็พยายามเช็ดออก ถ้าไม่เห็นก็ดีใจว่าหน้าเราสะอาดแล้ว การพิจารณาตัวเองด้วยคำถาม ๑๐ ข้อ ว่าส่วนใหญ่เราอยู่อย่างไร ก็มีอุปการะมากต่อกุศลธรรมในทำนองเดียวกัน
ถ้าพิจารณาแล้วพบว่าส่วนใหญ่ยังมีสิ่งเหล่านี้อยู่ ให้เร่งฉันทะ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะให้มากเป็นพิเศษ เหมือนคนที่ผ้าหรือศีรษะถูกไฟไหม้ ถ้าพบว่าส่วนใหญ่ไม่มีแล้ว ให้ตั้งอยู่ในกุศลธรรมนั้น แล้วเพียรต่อเพื่อความสิ้นอาสวะ
คำถามชุดเดียวกันนี้ปรากฏอีกในสาริปุตตสูตรและฐิติสูตรที่อยู่ถัดไปในวรรคเดียวกัน
ถามตัวเองว่า ส่วนใหญ่เราอยู่ด้วยความเพ่งเล็งอยากได้ (อภิชฌา) หรืออยู่โดยไม่เพ่งเล็ง
สังเกตว่าวันนี้เปิดดูของที่อยากได้ หรือเทียบตัวเองกับสิ่งที่คนอื่นมีบ่อยแค่ไหน
ถามว่า ส่วนใหญ่เราอยู่ด้วยจิตคิดร้ายต่อผู้อื่น หรืออยู่ด้วยจิตไม่พยาบาท
ก่อนนอน ลองนับว่าวันนี้มีกี่ครั้งที่ในใจอยากให้ใครสักคนได้รับความเสียหาย
ถามว่า ส่วนใหญ่เราอยู่อย่างถูกความหดหู่ซึมเซา (ถีนมิทธะ) กลุ้มรุม หรืออยู่อย่างปราศจากมัน
ดูว่าความเฉื่อยมาจากร่างกายที่ต้องพักจริง หรือจากใจที่ไม่อยากเริ่ม ถ้าเป็นอย่างหลัง ลองเริ่มจากงานชิ้นเล็กที่สุด
ถามว่า ส่วนใหญ่เราอยู่อย่างฟุ้งซ่าน หรืออยู่อย่างไม่ฟุ้งซ่าน
สังเกตจำนวนครั้งที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโดยไม่มีเหตุ เป็นตัวชี้วัดความฟุ้งซ่านแบบง่าย ๆ
ถามว่า ส่วนใหญ่เราอยู่ด้วยความลังเลสงสัย หรือเป็นผู้ข้ามพ้นความสงสัยได้
ถ้าสงสัยเรื่องเดิมวนอยู่นาน ให้เขียนคำถามให้ชัด แล้วหาคนที่รู้จริงไปถาม แทนการคิดวนคนเดียว
ถามว่า ส่วนใหญ่เราอยู่อย่างคนมักโกรธ หรืออยู่อย่างไม่โกรธ
ถามคนในบ้านตรง ๆ ว่าช่วงนี้เราหงุดหงิดบ่อยไหม บางทีกระจกที่ดีที่สุดคือคนใกล้ตัว
ถามว่า ส่วนใหญ่เราอยู่ด้วยจิตเศร้าหมอง หรืออยู่ด้วยจิตไม่เศร้าหมอง
ดูว่าสิ่งที่รับเข้ามาทั้งวัน ทั้งข่าว คลิป และบทสนทนา ทิ้งใจให้ขุ่นหรือใส
ถามว่า ส่วนใหญ่เราอยู่ด้วยกายที่เครียดกระสับกระส่าย หรือกายที่ไม่กระสับกระส่าย ฉบับแปลไทยใช้คำว่ากายอันปรารภแรงกล้า
สำรวจไหล่ กราม และหน้าผากระหว่างวัน ถ้าเกร็งอยู่ ให้หายใจยาวแล้วคลายทีละส่วน
ถามว่า ส่วนใหญ่เราอยู่อย่างเกียจคร้าน หรืออยู่อย่างปรารภความเพียร
ดูรายการสิ่งที่ตั้งใจไว้สัปดาห์นี้ ว่าเลื่อนออกไปกี่ข้อ และเลื่อนเพราะอะไร
ถามว่า ส่วนใหญ่เราอยู่ด้วยจิตไม่ตั้งมั่น หรืออยู่ด้วยจิตตั้งมั่น
ลองทำงานชิ้นเดียวต่อเนื่อง ๒๐ นาที แล้วดูว่าใจอยู่กับงานได้นานเท่าไรก่อนจะหลุดไป
คำสำคัญของพระสูตรคือคำว่า "โดยมาก" คำถามไม่ได้ถามว่าเคยโกรธไหม เพราะทุกคนเคย แต่ถามว่าช่วงนี้ส่วนใหญ่เราอยู่ในสภาพไหน การถามแบบนี้ช่วยให้เห็นแนวโน้ม ไม่ใช่จับผิดตัวเองทุกนาที
อุปมากระจกก็ให้ท่าทีที่ดี คนส่องกระจกเห็นฝุ่นที่หน้าแล้วก็แค่เช็ดออก ไม่ได้ด่าตัวเองว่าหน้าสกปรก และเมื่อหน้าสะอาดก็ดีใจได้ การสำรวจใจก็ควรเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่การลงโทษตัวเอง
ถ้าคำถามบางข้อ เช่น ความเศร้าหมองหรือความหดหู่ ตอบว่า "ใช่" ติดต่อกันนาน จนกระทบการกิน การนอน หรือการทำงาน ควรคุยกับคนที่ไว้ใจหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตควบคู่ไปด้วย
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
การเห็น การฟัง การได้ การศึกษา การบำรุง และการระลึกถึงมีหลายระดับ พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธแบบทั่วไป แต่ชี้ว่าแบ…
จิตตุปปาทกัณฑ์แจกกุศลจิตระดับฌานที่นำไปสู่รูปภูมิ ด้วยการนับฌานสองแบบ ปฏิปทา ๔ และกำลังกับขอบเขตของอารมณ์ แล้ว…
สองสิกขาบทที่เกิดจากภิกษุณีถุลลนันทา ครั้งแรกนางตำหนิว่าพระมหาสาวกที่เจ้าบ้านนิมนต์เป็นพระเล็ก ๆ แล้วยกพระเทวท…
ทางออกจากใจร้าย ๖ ทาง — ใช้ธรรมที่ตรงข้ามกันเป็นประตูออก เช่น เมตตาเป็นทางออกจากความพยาบาท