ฌาน ๔
จตฺตาริ ฌานานิสี่ระดับของใจที่ตั้งมั่น — สัมมาสมาธิในมรรคข้อที่ ๘ ที่ทรงอธิบายไว้เป็นขั้นพร้อมองค์ประกอบของแต่ละขั้น
พีชสุตฺตํ
พืชดีแค่ไหนถ้าไม่มีดินและน้ำก็ไม่งอก — วิญญาณฐิติ ๔ เหมือนดิน นันทิราคะเหมือนน้ำ วิญญาณพร้อมด้วยอาหารเหมือนพืช เมื่อละราคะได้ วิญญาณไม่มีที่ตั้ง ไม่งอกงาม และหลุดพ้น
ในพีชสูตร ขันธสังยุต สังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสถึงพืช ๕ ชนิด คือ พืชงอกจากเหง้า จากลำต้น จากข้อ จากยอด และจากเมล็ด แม้พืชเหล่านี้จะสมบูรณ์ ไม่เน่า ไม่เสียเพราะลมแดด แต่ถ้าไม่มีดินไม่มีน้ำก็งอกงามไม่ได้ เมื่อมีดินมีน้ำจึงงอกงามได้
แล้วทรงเทียบว่า วิญญาณฐิติ ๔ เหมือนธาตุดิน ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน (นันทิราคะ) เหมือนธาตุน้ำ และวิญญาณพร้อมด้วยอาหารเหมือนพืช วิญญาณที่เข้าถึงรูป เวทนา สัญญา หรือสังขาร มีสิ่งนั้นเป็นอารมณ์และเป็นที่ตั้ง มีความเพลินหล่อเลี้ยง ย่อมเจริญงอกงาม ไม่มีใครบัญญัติการมา การไป การจุติ หรือความงอกงามของวิญญาณโดยแยกจากขันธ์ ๔ นี้ได้
อุปายสูตรซึ่งเป็นสูตรก่อนหน้าในวรรคเดียวกัน กล่าวหลักเดียวกันโดยย่อว่า ความเข้าถึงเป็นความไม่หลุดพ้น ความไม่เข้าถึงเป็นความหลุดพ้น ทั้งสองสูตรจบด้วยข้อความเดียวกันว่า เมื่อละราคะในขันธ์ทั้งห้าได้ อารมณ์ย่อมขาด วิญญาณไม่มีที่ตั้ง ไม่งอกงาม จึงหลุดพ้น
พระพุทธเจ้าตรัสถึงพืชที่งอกจากเหง้า จากลำต้น จากข้อ จากยอด และจากเมล็ด แม้จะสมบูรณ์ดี ไม่แตก ไม่เน่า เก็บรักษาไว้ดี แต่ถ้าไม่มีดินและน้ำ ภิกษุทั้งหลายก็ทูลรับว่างอกงามไม่ได้ ต่อเมื่อมีดินและน้ำจึงงอกงามได้
นิสัยหรือความคิดใดที่มีอยู่ในใจเหมือนเมล็ดพันธุ์ ยังไม่ต้องกลัวว่ามันมีอยู่ ให้ดูว่าเรากำลังให้ดินและน้ำแก่มันหรือเปล่า
ที่ตั้งของวิญญาณ ๔ อย่างเปรียบเหมือนดิน พระสูตรแสดงต่อทันทีว่า วิญญาณเข้าถึงรูป เวทนา สัญญา และสังขาร อาศัยสิ่งเหล่านี้เป็นอารมณ์และเป็นที่ตั้ง ข้อนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจภาพรวม
เมื่อจิตวนเวียน ให้สังเกตว่ามันกำลังเกาะอยู่กับอะไร ภาพที่เห็น ความรู้สึกสุขทุกข์ ความจำได้หมายรู้ หรือความคิดปรุงแต่ง
ความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลินเปรียบเหมือนน้ำ แม้มีเมล็ดและมีดิน ถ้าไม่มีน้ำก็ไม่งอก วิญญาณที่มีความยินดีเข้าไปหล่อเลี้ยงจึงเจริญงอกงามไพบูลย์
เมื่อเห็นว่าตัวเองเพลินกับการคิดถึงเรื่องที่ทำให้ทุกข์ซ้ำ ๆ ให้รู้ว่ากำลังรดน้ำอยู่ แล้วค่อย ๆ ลดการรดน้ำลง
วิญญาณที่ยังมีอาหาร คือยังมีปัจจัยหล่อเลี้ยง เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่พร้อมงอก เมื่อพบดินและน้ำก็งอกงามต่อไป ข้อนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจภาพรวม
มองความเป็นไปของใจเป็นกระบวนการที่มีเหตุปัจจัย ไม่ใช่ตัวตนตายตัว สิ่งที่มีเหตุปัจจัยย่อมเปลี่ยนได้เมื่อเหตุเปลี่ยน
ผู้ใดกล่าวว่าจะบัญญัติการมา การไป การจุติ การอุปบัติ หรือความงอกงามของวิญญาณ โดยแยกจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร ข้อนี้เป็นไปไม่ได้ วิญญาณจึงไม่ใช่สิ่งที่ลอยอยู่ลำพังโดยไม่อาศัยอะไร ข้อนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจภาพรวม
เมื่อคิดว่า "ใจของฉัน" เป็นของแยกขาดจากร่างกายและประสบการณ์ ให้สังเกตว่าอารมณ์เปลี่ยนตามการนอน อาหาร และสิ่งที่ได้รับรู้อย่างไร
อุปายสูตรในวรรคเดียวกันตรัสว่า ความเข้าถึงเป็นความไม่หลุดพ้น (ฉบับแปลภาษาไทยขยายว่าหมายถึงการเข้าถึงด้วยอำนาจตัณหา มานะ ทิฏฐิ) ความไม่เข้าถึงเป็นความหลุดพ้น คือยิ่งเข้าไปเกาะยึดขันธ์ใด วิญญาณก็ยิ่งตั้งอยู่และงอกงามในขันธ์นั้น
เมื่อยึดติดกับความคิดว่า "ต้องเป็นอย่างนี้เท่านั้น" ให้ลองคลายมือออกเล็กน้อย แล้วสังเกตว่าใจเป็นอิสระขึ้นหรือไม่
ถ้าละราคะในรูปธาตุ เวทนาธาตุ สัญญาธาตุ สังขารธาตุ และวิญญาณธาตุได้ อารมณ์ย่อมขาด ที่ตั้งของวิญญาณไม่มี วิญญาณไม่งอกงาม หลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นจึงตั้งมั่น เมื่อตั้งมั่นจึงยินดี เมื่อยินดีจึงไม่สะดุ้ง และดับรอบเฉพาะตน
ไม่ต้องรีบคิดถึงนิพพาน แต่ใช้หลักเดียวกันกับเรื่องเล็ก ๆ ได้ เมื่อหมดความเพลินในเรื่องที่เคยวนคิด ใจจะสงบและไม่หวั่นไหวกับเรื่องนั้นอีก
พระสูตรนี้เป็นเนื้อหาเชิงลึกเรื่องการทำงานของวิญญาณและการเกิดใหม่ แต่ภาพของเมล็ด ดิน และน้ำ ช่วยให้เข้าใจหลักง่าย ๆ ได้ว่า สิ่งใดที่เรารดด้วยความเพลิน สิ่งนั้นจะงอกงามในใจ
ความคิดวนเวียนเรื่องหนึ่ง ความหลงใหลในคนหนึ่ง หรือความอยากในสิ่งของหนึ่ง จะเติบโตขึ้นเมื่อเราให้ความสนใจและความเพลินกับมันซ้ำ ๆ เมื่อหยุดรดน้ำ มันก็ค่อย ๆ ไม่มีแรงงอก
การอ่านพระสูตรนี้ไม่จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องวิญญาณฐิติหรือการเกิดใหม่ครบทุกแง่ในครั้งแรก ให้เริ่มจากการสังเกตว่าวันนี้เรากำลังรดน้ำเมล็ดพันธุ์ใดอยู่
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
สี่ระดับของใจที่ตั้งมั่น — สัมมาสมาธิในมรรคข้อที่ ๘ ที่ทรงอธิบายไว้เป็นขั้นพร้อมองค์ประกอบของแต่ละขั้น
พระเจ้าสีลวะไม่ยอมให้ทหารรบกับผู้รุกราน จนถูกจับฝังดินถึงคอในป่าช้า แต่ยังสอนอำมาตย์ให้เจริญเมตตา แล้วใช้สติแล…
ติว่าจีวรเย็บไม่สวยแล้วรับจะเย็บให้ใหม่แต่ไม่เย็บ รับปากช่วยระงับอธิกรณ์แล้วเงียบหาย และรับคำมติของสงฆ์ว่า "ดี…
สัจจกนิครนถ์ถามเรื่องการอบรมกายและอบรมจิต พระพุทธเจ้าทรงเล่าว่าเคยทรมานพระวรกายจนถึงที่สุดแต่ไม่พบทางตรัสรู้ จ…