มหาสัจจกสูตร: ทรมานตนไม่ใช่ทางตรัสรู้
ข้อปฏิบัติ

มหาสัจจกสูตร: ทรมานตนไม่ใช่ทางตรัสรู้

มหาสจฺจกสุตฺตํ

สัจจกนิครนถ์ถามเรื่องการอบรมกายและอบรมจิต พระพุทธเจ้าทรงเล่าว่าเคยทรมานพระวรกายจนถึงที่สุดแต่ไม่พบทางตรัสรู้ จนระลึกถึงความสุขจากปฐมฌานใต้ต้นหว้า แล้วตรัสกับพระองค์เองว่า เหตุใดจึงกลัวความสุขที่ไม่เกี่ยวกับกาม

๗ ข้อ

ในมหาสัจจกสูตร มัชฌิมนิกาย ที่ป่ามหาวันใกล้กรุงเวสาลี สัจจกนิครนถ์เข้ามาทูลว่า สมณพราหมณ์บางพวกขวนขวายอบรมกายแต่ไม่อบรมจิต บางพวกอบรมจิตแต่ไม่อบรมกาย พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า คนที่ไม่ได้อบรมกายและจิต เมื่อสุขเวทนาเกิดก็ติดใจ เมื่อทุกขเวทนาเกิดก็เศร้าโศกคร่ำครวญ ทั้งสุขและทุกข์เข้าครอบงำจิตได้ ส่วนอริยสาวกที่อบรมแล้ว สุขและทุกข์ไม่ครอบงำจิต

สัจจกะทูลถามว่าเคยมีสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาที่ครอบงำจิตของพระองค์บ้างไหม พระพุทธเจ้าจึงทรงเล่าการแสวงหาก่อนตรัสรู้ ตั้งแต่ออกผนวช ศึกษากับอาฬารดาบสและอุทกดาบส อุปมาไม้สีไฟสามข้อ การบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างหนัก ทั้งกลั้นลมหายใจและอดอาหารจนร่างกายซูบผอมอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่ได้บรรลุธรรมที่ยิ่งกว่ามนุษย์ธรรมดา

แล้วทรงระลึกถึงครั้งที่ประทับใต้ร่มหว้าและเข้าปฐมฌาน จึงทรงเห็นว่านั่นคือทางตรัสรู้ ทรงกลับมาเสวยอาหาร ปัญจวัคคีย์ผิดหวังและจากไป จากนั้นทรงบรรลุฌาน ๔ และวิชชา ๓ ทรงยืนยันว่าแม้ในช่วงนั้น ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นก็ไม่ครอบงำจิตของพระองค์

  1. ๑

    อบรมกายและจิต สุขทุกข์จึงไม่ครอบงำใจ ภาวิตกาโย จ โหติ ภาวิตจิตฺโต จ

    คนที่ไม่ได้อบรม เมื่อสุขเวทนาเกิดก็หลงติดใจ เมื่อสุขนั้นดับไปและทุกขเวทนาเกิดก็เศร้าโศก ทรงอธิบายว่าสุขเวทนาครอบงำจิตได้เพราะไม่ได้อบรมกาย ทุกขเวทนาครอบงำจิตได้เพราะไม่ได้อบรมจิต ผู้ที่อบรมทั้งสองอย่างแล้ว ทั้งสุขและทุกข์เกิดขึ้นได้ แต่ไม่ครอบงำจิต

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาได้ข่าวดีหรือข่าวร้าย ให้สังเกตว่าความรู้สึกนั้นเข้ามายึดใจไปทั้งวันหรือไม่ แค่รู้ทันก็เริ่มลดการถูกครอบงำได้

  2. ๒

    อุปมาไม้สีไฟสามข้อ อลฺลํ กฏฺฐํ สสฺเนหํ

    ไม้สดมียางแช่อยู่ในน้ำ ไม่มีทางสีให้เกิดไฟได้ ไม้สดมียางวางบนบกไกลน้ำ ก็ยังสีให้เกิดไฟไม่ได้ ไม้แห้งไม่มียางวางบนบก จึงสีให้เกิดไฟได้ เช่นเดียวกัน ผู้ที่กายและใจยังไม่ออกห่างจากกาม และยังไม่ได้ละความพอใจในกามภายใน จะทรมานตนหรือไม่ ก็ไม่อาจบรรลุญาณได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนเพิ่มความพยายามในการฝึกอะไรก็ตาม ให้ดูว่าเงื่อนไขพื้นฐานพร้อมหรือยัง เช่น อยากมีสมาธิแต่ยังไถโทรศัพท์ทั้งคืน ความพยายามก็เหมือนสีไม้เปียก

  3. ๓

    ฌานไม่หายใจ อปฺปาณกํ ฌานํ

    ทรงเล่าว่าเคยกัดฟัน เอาลิ้นกดเพดานปาก ข่มจิตด้วยจิตจนเหงื่อไหล และกลั้นลมหายใจทางปาก จมูก และหู จนเกิดเสียงลมดังในหู ปวดศีรษะรุนแรง ปวดท้องเหมือนถูกมีดคนฆ่าโคคว้าน และร้อนทั่วกายเหมือนถูกย่างบนหลุมถ่าน แม้ทุกขเวทนาจะแรงเพียงนั้น ก็ไม่ครอบงำจิตของพระองค์ แต่ความเพียรนั้นก็ไม่ได้พาไปสู่การตรัสรู้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความทนทานต่อความเจ็บปวดไม่ใช่ตัวชี้วัดความก้าวหน้า ถ้าวิธีฝึกทำให้ร่างกายบาดเจ็บ ควรหยุดและทบทวน ไม่ใช่ฝืนต่อ

  4. ๔

    ทุกข์ถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่พบทาง อิมาย กฏุกาย ทุกฺกรการิกาย

    ทรงลดอาหารลงจนเหลือวันละน้อยนิด ร่างกายซูบผอมจนกระดูกสันหลังนูนเป็นข้อ ๆ ซี่โครงเหมือนกลอนศาลาเก่า ลูกตาลึกเหมือนเงาน้ำในบ่อลึก ลูบกายแล้วขนร่วง แล้วทรงพิจารณาว่า ทุกขเวทนาที่สมณพราหมณ์ใดเคยเสวยก็ไม่เกินนี้ แต่ด้วยทุกรกิริยาที่เผ็ดร้อนนี้ ก็ยังไม่บรรลุญาณทัสสนะอันวิเศษ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อทุ่มเทแบบหักโหมมานานแต่ไม่ได้ผล การยอมรับว่า "วิธีนี้ไม่ใช่" ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นความซื่อตรงต่อข้อเท็จจริง

  5. ๕

    ทางอื่นเพื่อการตรัสรู้ สิยา นุ โข อญฺโญ มคฺโค โพธาย

    ทรงระลึกได้ว่า ครั้งหนึ่งขณะพระบิดาศากยะทรงทำงาน พระองค์ประทับใต้ร่มหว้าที่เย็น สงัดจากกามและอกุศลธรรม แล้วเข้าปฐมฌาน จึงทรงรู้ว่า "นี่แหละทางเพื่อการตรัสรู้" อรรถกถาอธิบายว่าเหตุการณ์นี้เกิดในพิธีแรกนาขวัญเมื่อยังทรงพระเยาว์

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อติดอยู่กับปัญหา ลองนึกย้อนว่าเคยมีช่วงไหนที่ใจสงบและเห็นอะไรชัดโดยไม่ต้องฝืน สิ่งที่เคยได้ผลอย่างเป็นธรรมชาติอาจเป็นเบาะแสที่ดี

  6. ๖

    ไม่ต้องกลัวความสุขที่ไม่เกี่ยวกับกาม กึ นุ โข อหํ ตสฺส สุขสฺส ภายามิ

    ทรงพิจารณาว่า เหตุใดจึงกลัวความสุขที่ไม่เกี่ยวกับกามและอกุศลธรรม แล้วตรัสว่าไม่กลัวความสุขนั้น ความสุขจากความสงบของใจจึงไม่ใช่สิ่งที่ผู้ปฏิบัติต้องหลีกเลี่ยงหรือรู้สึกผิด

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้ารู้สึกผิดทุกครั้งที่ได้พัก นั่งเงียบ ๆ หรือสบายใจ ลองแยกให้ออกว่านี่คือความสุขที่ไม่ได้เบียดเบียนใคร และอนุญาตให้ตัวเองได้รับมัน

  7. ๗

    กลับมาดูแลร่างกาย แม้คนอื่นจะไม่เข้าใจ โอฬาริกํ อาหารํ

    ทรงเห็นว่ากายที่ซูบผอมเกินไปไม่อาจเข้าถึงความสุขนั้นได้ง่าย จึงเสวยอาหารหยาบ คือข้าวสุกและขนมกุมมาส ภิกษุปัญจวัคคีย์ที่คอยอุปัฏฐากอยู่เข้าใจว่าพระองค์เลิกความเพียรแล้ว จึงเบื่อหน่ายและจากไป แต่หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงบรรลุฌานและตรัสรู้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อตัดสินใจเปลี่ยนวิธีที่ดีต่อสุขภาพกายใจมากขึ้น อาจมีคนมองว่าเราย่อหย่อน ให้ยึดผลที่เห็นจริงมากกว่าภาพที่คนอื่นคาดหวัง

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

หลายคนเชื่อว่ายิ่งทรมานตัวเองมาก ยิ่งได้ผลมาก ทั้งการทำงานจนไม่หลับไม่นอน การอดอาหารสุดโต่ง หรือการกดดันตัวเองอย่างหนัก พระสูตรนี้เป็นคำยืนยันจากพระพุทธเจ้าเองว่า ทรงลองทางนั้นจนสุดทางแล้ว และมันไม่ใช่ทาง

ข้อสำคัญคือ พระสูตรนี้ไม่ได้บอกให้ตามใจตัวเองแทน ความสุขที่ทรงเลือกคือความสุขจากใจที่สงบ ไม่เกี่ยวกับกามและอกุศลธรรม คนที่เคยรู้สึกผิดทุกครั้งที่ได้พักหรือได้สบายใจ อาจต้องถามตัวเองแบบเดียวกันว่ากลัวความสุขชนิดนี้ไปทำไม

คำเตือน: รายละเอียดเรื่องการอดอาหารและกลั้นลมหายใจในพระสูตร เล่าไว้เพื่อแสดงว่าเป็นทางที่ผิด ไม่ใช่วิธีปฏิบัติ อย่าเลียนแบบการอดอาหารหรือทรมานร่างกาย หากกำลังมีปัญหาเรื่องการกิน ควรปรึกษาแพทย์

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

สมิทธิสูตร: ไม่ทิ้งสิ่งที่เห็นได้เดี๋ยวนี้ไปหาสิ่งที่ต้องรอกาล

สนฺทิฏฺฐิโก อยํ ธมฺโม อกาลิโก

เทวดาชวนพระสมิทธิผู้ยังหนุ่มให้เสพกามก่อน อย่าทิ้งของที่เห็นอยู่ตรงหน้า — ท่านตอบว่า ท่านละสิ่งที่ขึ้นกับกาลเว…

พระทัพพมัลลบุตรถูกใส่ร้าย: กล่าวหาคนโดยไม่มีมูล

อมูลเกน ปาราชิเกน ธมฺเมน

พระเมตติยะและพระภุมมชกะน้อยใจที่ได้ที่พักและอาหารอย่างเลว จึงเดาเอาเองว่าพระทัพพมัลลบุตรกลั่นแกล้ง แล้ววานคนอื…

ปัฏฐาน: อาเสวนปัจจัย ทำไมของเดิมที่ทำซ้ำจึงมีกำลังขึ้น

อาเสวนปจฺจโย

คัมภีร์อธิบายว่าสิ่งที่เกิดก่อน ๆ เป็นปัจจัยให้สิ่งชนิดเดียวกันที่เกิดหลัง ๆ มีกำลังขึ้น ตัวอย่างที่ยกไว้คือบร…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้