โพธิยาพุทโธติกถา ลักขณกถา นิยาโมกกันติกถา: อะไรทำให้เป็นพระพุทธเจ้า
โพธิยา พุทฺโธสามกถาต่อกันในวรรคที่ ๔ ถามว่าเป็นพุทธะเพราะโพธิที่มีอยู่ในขณะนั้นหรือ ผู้มีมหาปุริสลักษณะเป็นพระโพธิสัตว์เสมอ…
ฉพฺพิโสธนสุตฺตํ
เมื่อภิกษุประกาศว่าบรรลุอรหัตผล ไม่ควรรีบยินดีหรือคัดค้าน แต่ควรถามเรื่องโวหาร ๔ อุปาทานขันธ์ ๕ ธาตุ ๖ อายตนะภายในภายนอก และการถอนความถือตัว แล้วฟังว่าคำตอบเป็นอย่างที่ผู้หลุดพ้นจริงจะตอบหรือไม่
ในฉวิโสธนสูตร มัชฌิมนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าภิกษุรูปหนึ่งพยากรณ์อรหัตผลว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีก ภิกษุทั้งหลายไม่ควรยินดีและไม่ควรคัดค้านคำของเธอทันที แต่ควรถามเป็นข้อ ๆ
คำถามครอบคลุมโวหาร ๔ คือสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้ทราบ และรู้แจ้ง อุปาทานขันธ์ ๕ ธาตุ ๖ อายตนะภายในและภายนอก และคำถามว่ารู้เห็นอย่างไรจึงไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในแต่ละข้อ ทรงแสดงไว้ด้วยว่าภิกษุผู้สิ้นอาสวะจริงจะตอบอย่างไร
เมื่อตอบข้อสุดท้าย ภิกษุนั้นเล่าการฝึกของตนตามลำดับ ตั้งแต่ได้ฟังธรรม ออกบวช รักษาศีล สำรวมอินทรีย์ ละนิวรณ์ ได้ฌาน จนรู้อริยสัจและสิ้นอาสวะ เมื่อตอบได้อย่างนี้ ภิกษุทั้งหลายจึงควรชื่นชมอนุโมทนาคำของเธอ
เมื่อภิกษุพยากรณ์อรหัตผล ตรัสว่าไม่ควรยินดีและไม่ควรคัดค้าน แต่ควรตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบด้วยความเคารพ
เมื่อมีคนอ้างว่าเป็นผู้รู้แจ้ง หรือมีข่าวการบรรลุธรรม ให้พักการตัดสินไว้ก่อน ไม่แชร์ต่อด้วยความตื่นเต้น และไม่ด่าทอด้วยความหมั่นไส้
ถามว่ารู้เห็นอย่างไร จิตจึงหลุดพ้นจากอาสวะในสิ่งที่เห็น ได้ยิน ได้ทราบ และรู้แจ้ง คำตอบของผู้หลุดพ้นจริงคือ อยู่อย่างไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ไม่อิงอาศัย ไม่ผูกพัน หลุดพ้น พรากออกแล้ว มีใจไม่มีเขตแดนกั้นในสิ่งเหล่านั้น
ดูตัวเองว่าสิ่งที่เห็นหรือได้ยินวันนี้ ดึงใจเราให้ชอบหรือชังแค่ไหน ความเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้คือเครื่องวัดที่ซื่อตรงกว่าคำพูด
ผู้หลุดพ้นจริงจะตอบว่า รู้แล้วว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่มีกำลัง คลายไป ไม่ใช่ที่พึ่งอุ่นใจ และเพราะความพอใจ ความติดใจ อุปาทาน และอนุสัยในขันธ์เหล่านั้นสิ้นไป ดับไป สละคืนแล้ว จึงรู้ชัดว่าจิตหลุดพ้น
เมื่อยึดร่างกายหรือความรู้สึกเป็นที่พึ่งหลัก ลองระลึกว่าสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงตลอด ที่พึ่งที่มั่นคงกว่าคือใจที่ไม่เกาะ
ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ และวิญญาณ ผู้หลุดพ้นจริงจะตอบว่า ถือเอาธาตุเหล่านั้นโดยความไม่ใช่ตน และไม่ถือเอาสิ่งที่อาศัยธาตุนั้นว่าเป็นตน ความยึดมั่นและอนุสัยในธาตุทั้งหกสิ้นไปแล้ว
เวลาหงุดหงิดกับอาการของร่างกาย เช่น ปวดหลัง ลองมองว่าเป็นธาตุที่ทำงานตามเหตุ ไม่ต้องบวกเรื่อง "ทำไมต้องเป็นฉัน" เข้าไป
ตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับสิ่งที่ถูกต้อง ใจกับธรรมารมณ์ ผู้หลุดพ้นจริงจะตอบว่า ความพอใจ ความติดใจ ความเพลิน ตัณหา และอุปาทานในตา ในรูป ในจักขุวิญญาณ และในสิ่งที่รู้ได้ด้วยจักขุวิญญาณ สิ้นไปแล้ว ทวารอื่นก็เช่นเดียวกัน
ก่อนเลื่อนหน้าจอต่อ ถามตัวเองว่ากำลังดูเพราะจำเป็น หรือเพราะความเพลินพาไป
เมื่อถูกถามว่ารู้เห็นอย่างไรจึงไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ผู้หลุดพ้นจริงจะเล่าว่า เดิมเป็นคฤหัสถ์ ได้ฟังธรรมแล้วเกิดศรัทธา เห็นว่าการครองเรือนคับแคบ จึงออกบวช รักษาศีล สันโดษ สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ อยู่ในที่สงัด ละนิวรณ์ ๕ ได้ฌาน ๔ แล้วน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ รู้อริยสัจ ๔ จนจิตหลุดพ้น
เวลาฟังใครเล่าความก้าวหน้าทางธรรม สังเกตว่าเขาเล่าหนทางเป็นขั้นตอนที่ตรวจสอบได้ หรือเล่าแต่ประสบการณ์พิเศษที่ไม่มีที่มาที่ไป
เมื่อภิกษุนั้นตอบได้อย่างนี้ ตรัสว่าภิกษุทั้งหลายควรชื่นชมอนุโมทนาคำกล่าวของเธอว่าดีแล้ว การตรวจสอบจึงไม่ได้มุ่งจับผิด แต่เพื่อให้การยอมรับตั้งอยู่บนความจริง ข้อนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจภาพรวม
เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าคนอื่นทำได้ดีจริง ให้ชื่นชมอย่างเต็มใจ ไม่ต้องหาข้อติเพิ่มเพื่อรักษาหน้าตัวเอง
พระสูตรนี้เป็นกระบวนการภายในสงฆ์ ไม่ใช่แบบทดสอบที่ฆราวาสจะนำไปสอบใคร แต่ท่าทีที่แสดงไว้มีประโยชน์มาก คือเมื่อได้ยินคำอ้างเรื่องการบรรลุธรรม ไม่ต้องตื่นเต้นเชื่อทันที และไม่ต้องเยาะเย้ยทันที
สิ่งที่เราสังเกตได้คือความสอดคล้องระหว่างคำพูดกับการใช้ชีวิต ความไม่ยึดติดในสิ่งที่เห็นและได้ยิน และการที่คนคนนั้นอธิบายหนทางอย่างเป็นขั้นตอนตรงกับคำสอน ไม่ใช่ความลึกลับหรือคำอวดอ้าง
อีกด้านหนึ่ง พระสูตรเตือนเราเองด้วยว่า ความก้าวหน้าทางใจไม่ได้วัดที่คำประกาศ แต่วัดที่ความถือตัวลดลงจริงหรือไม่
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
สามกถาต่อกันในวรรคที่ ๔ ถามว่าเป็นพุทธะเพราะโพธิที่มีอยู่ในขณะนั้นหรือ ผู้มีมหาปุริสลักษณะเป็นพระโพธิสัตว์เสมอ…
อุบาสกขอให้พระอุปนันทะรอรับจีวรสักวันหนึ่ง เพราะวันนั้นมีประชุมที่ใครมาสายต้องถูกปรับ พระอุปนันทะไม่ยอมรอ จนเข…
ภิกษุชาวปาไฐยรัฐ ๓๐ รูปเดินทางไม่ทันเข้าพรรษาที่สาวัตถี ออกพรรษาแล้วรีบเดินฝ่าฝนและโคลนมาเฝ้าด้วยจีวรเปียกชุ่ม…
ในหมวดท้ายของทสกนิบาต พระพุทธเจ้าทรงนับกรรมบถ ๑๐ ซ้อนเป็นชั้น คือทำเอง (๑๐) ชักชวนผู้อื่นด้วย (๒๐) พอใจในสิ่งน…