กรรณกัตถลสูตร: รู้ทุกสิ่งในคราวเดียวไม่มี
กณฺณกตฺถลสุตฺตํพระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามเรื่องการรู้เห็นทุกสิ่ง วรรณะทั้งสี่ เทวดา และพรหม พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีใครรู้เห็นทุก…
เอกธมฺมํ ภิกฺขเว ปชหถ อหํ โว ปาฏิโภโค อนาคามิตาย
"ละธรรมอย่างหนึ่งได้ เรารับรองความเป็นอนาคามี" — พระสูตรสั้น ๆ ต้นอิติวุตตกะที่ชี้ให้ละทีละอย่าง ทั้งความโกรธ ความลบหลู่คุณคนอื่น และความถือตัว โดยเริ่มจากรู้ชัดว่ามันพาไปทางเสื่อม
อิติวุตตกะ เป็นคัมภีร์หนึ่งในขุททกนิกาย รวบรวมพระสูตรสั้น ๆ ๑๑๒ สูตร แต่ละสูตรขึ้นต้นว่า "พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว" คือเป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ มีทั้งร้อยแก้วและคาถาสรุปท้าย จัดหมวดตามจำนวนธรรม ตั้งแต่หมวดหนึ่งถึงหมวดสี่ ตามอรรถกถา ผู้จดจำคำสอนชุดนี้คือนางขุชชุตตรา หญิงรับใช้ของพระนางสามาวดีที่เมืองโกสัมพี ซึ่งฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วนำมาบอกต่อแก่พระนางและสตรีในวัง
ในวรรคแรกของเอกนิบาต (ปาฏิโภควรรค) พระพุทธเจ้าตรัสซ้ำรูปแบบเดียวกันหลายสูตรว่า "เธอทั้งหลายละธรรมอย่างหนึ่งได้ เราเป็นผู้รับรองเธอทั้งหลายเพื่อความเป็นพระอนาคามี" แล้วระบุทีละอย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ โกธะ มักขะ และมานะ
หน้านี้เลือกสามสูตรที่อยู่ติดกัน คือ โกธสูตร มักขสูตร และมานสูตร ซึ่งว่าด้วยความโกรธ ความลบหลู่ และความถือตัว รวมกับมานสูตรอีกสูตรหนึ่งในวรรคเดียวกันที่ขยายความเรื่องมานะ
ทุกสูตรในวรรคนี้ใช้ถ้อยคำเดียวกัน คือถ้าละธรรมอย่างหนึ่งได้ พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รับรองความเป็นพระอนาคามี ชื่อวรรค "ปาฏิโภค" ก็มาจากคำว่าผู้รับรองหรือผู้ค้ำประกันนี้
แทนที่จะตั้งใจเป็นคนดีขึ้นแบบกว้าง ๆ ให้เลือกนิสัยเสียข้อเดียวแล้วทำงานกับมันจริงจัง
โกธสูตรตรัสให้ละโกธะ คือความโกรธ คาถาท้ายสูตรกล่าวว่า ผู้เห็นแจ้งรู้ชัดด้วยดีซึ่งความโกรธ อันเป็นเหตุให้สัตว์ผู้โกรธไปสู่ทุคติ แล้วละได้ ครั้นละได้แล้วย่อมไม่มาสู่โลกนี้อีก
เมื่อรู้สึกร้อนขึ้นมา ให้บอกตัวเองในใจว่า "นี่คือความโกรธ" ก่อนจะพูดหรือพิมพ์อะไรออกไป
มักขสูตรตรัสให้ละมักขะ คาถาเรียกผู้มีมักขะว่า "สัตว์ผู้ลบหลู่" ตามคำอธิบายในอรรถกถา มักขะคือการลบหลู่หรือปิดบังความดีและบุญคุณของผู้อื่น ทำให้สิ่งที่เขาทำดูไม่มีค่า
สังเกตประโยคอย่าง "ก็แค่โชคดี" หรือ "ใคร ๆ ก็ทำได้" เวลาพูดถึงความสำเร็จของคนอื่น แล้วลองพูดถึงสิ่งที่เขาทำได้ดีจริง ๆ แทน
มานสูตรตรัสให้ละมานะ คาถาเรียกผู้มีมานะว่า "สัตว์ผู้ถือตัว" และกล่าวเช่นเดียวกันว่ามานะเป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติ ผู้เห็นแจ้งรู้ชัดแล้วจึงละได้
เมื่อรู้สึกว่าต้องชนะในการเถียง หรือรับไม่ได้ที่คนอายุน้อยกว่ามาสอน ให้รู้ว่านั่นคือมานะกำลังทำงาน
คาถาทุกบทในชุดนี้ไม่ได้บอกให้กดข่มกิเลส แต่บอกว่าผู้เห็นแจ้ง "รู้ชัดด้วยดี" ก่อนว่าสิ่งนั้นคืออะไรและพาไปทางไหน การละเกิดขึ้นหลังการรู้ชัดนั้น
หลังจากโกรธหรือพูดดูแคลนใครไปแล้ว ให้ทบทวนสั้น ๆ ว่ามันได้อะไรมาและเสียอะไรไป การเห็นผลชัด ๆ ทำให้ปล่อยได้ง่ายกว่าการฝืน
มานสูตรอีกสูตรหนึ่งในวรรคเดียวกันตรัสว่า ผู้ไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้มานะ ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ คาถากล่าวว่าหมู่สัตว์ประกอบด้วยมานะ มีมานะเป็นเครื่องร้อยรัด ยินดีในภพ ส่วนผู้ละมานะได้ ย่อมก้าวล่วงเครื่องร้อยรัดทั้งปวง
ลองดูว่าเรื่องไหนที่เราติดค้างอยู่นาน เพราะรู้สึกว่า "เสียหน้าไม่ได้" บ่อยครั้งสิ่งที่ผูกเราไว้ไม่ใช่ตัวเรื่อง แต่คือความถือตัว
ความโกรธ ความลบหลู่ และความถือตัว เป็นสามอย่างที่มักมาด้วยกัน เมื่อถูกขัดใจเราโกรธ เมื่อเห็นคนอื่นได้ดีเราหาทางลดคุณค่าของเขา และลึก ๆ ข้างใต้คือความรู้สึกว่าเราต้องไม่ด้อยกว่าใคร
คำว่า "รับรองความเป็นอนาคามี" เป็นเป้าหมายสูงของการละอย่างเด็ดขาด คนทั่วไปอาจยังไม่ถึง แต่รูปแบบของพระสูตรใช้ได้ทันที คือเลือกละทีละอย่าง ไม่ต้องแก้ทุกเรื่องพร้อมกัน
ลองเลือกหนึ่งในสามข้อที่ตัวเองเป็นบ่อยที่สุด แล้วสังเกตมันอย่างเดียวตลอดหนึ่งสัปดาห์ ว่าเกิดตอนไหน กับใคร และทิ้งอะไรไว้หลังจากนั้น
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามเรื่องการรู้เห็นทุกสิ่ง วรรณะทั้งสี่ เทวดา และพรหม พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่มีใครรู้เห็นทุก…
สามสิกขาบทในนิสสัคคิยกัณฑ์ที่ว่าด้วยเวลาของผ้า พระพุทธเจ้าทรงผ่อนให้ภิกษุรับผ้าที่มานอกฤดู ผ้าอาบน้ำฝน และผ้าท…
นายบ้านปาฏลิยะเล่าว่ามีศาสดาสี่ท่านซึ่งเห็นต่างกันสุดขั้วมาพักในเรือนพักของตน จนเกิดความสงสัยว่าใครพูดจริง พระ…
ปุเรชาตปัจจัยคือสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนแล้วยังตั้งอยู่ จึงรองรับสิ่งที่เกิดตามมา คัมภีร์แยกเป็นวัตถุปุเรชาตะกับอาร…