อิติวุตตกะ: ละความโกรธ ความลบหลู่ ความถือตัว
การฝึกจิต

อิติวุตตกะ: ละความโกรธ ความลบหลู่ ความถือตัว

เอกธมฺมํ ภิกฺขเว ปชหถ อหํ โว ปาฏิโภโค อนาคามิตาย

"ละธรรมอย่างหนึ่งได้ เรารับรองความเป็นอนาคามี" — พระสูตรสั้น ๆ ต้นอิติวุตตกะที่ชี้ให้ละทีละอย่าง ทั้งความโกรธ ความลบหลู่คุณคนอื่น และความถือตัว โดยเริ่มจากรู้ชัดว่ามันพาไปทางเสื่อม

๖ ข้อ

อิติวุตตกะ เป็นคัมภีร์หนึ่งในขุททกนิกาย รวบรวมพระสูตรสั้น ๆ ๑๑๒ สูตร แต่ละสูตรขึ้นต้นว่า "พระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว" คือเป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ มีทั้งร้อยแก้วและคาถาสรุปท้าย จัดหมวดตามจำนวนธรรม ตั้งแต่หมวดหนึ่งถึงหมวดสี่ ตามอรรถกถา ผู้จดจำคำสอนชุดนี้คือนางขุชชุตตรา หญิงรับใช้ของพระนางสามาวดีที่เมืองโกสัมพี ซึ่งฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วนำมาบอกต่อแก่พระนางและสตรีในวัง

ในวรรคแรกของเอกนิบาต (ปาฏิโภควรรค) พระพุทธเจ้าตรัสซ้ำรูปแบบเดียวกันหลายสูตรว่า "เธอทั้งหลายละธรรมอย่างหนึ่งได้ เราเป็นผู้รับรองเธอทั้งหลายเพื่อความเป็นพระอนาคามี" แล้วระบุทีละอย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ โกธะ มักขะ และมานะ

หน้านี้เลือกสามสูตรที่อยู่ติดกัน คือ โกธสูตร มักขสูตร และมานสูตร ซึ่งว่าด้วยความโกรธ ความลบหลู่ และความถือตัว รวมกับมานสูตรอีกสูตรหนึ่งในวรรคเดียวกันที่ขยายความเรื่องมานะ

  1. ๑

    ละอย่างเดียวให้ได้จริง อหํ โว ปาฏิโภโค อนาคามิตาย

    ทุกสูตรในวรรคนี้ใช้ถ้อยคำเดียวกัน คือถ้าละธรรมอย่างหนึ่งได้ พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รับรองความเป็นพระอนาคามี ชื่อวรรค "ปาฏิโภค" ก็มาจากคำว่าผู้รับรองหรือผู้ค้ำประกันนี้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    แทนที่จะตั้งใจเป็นคนดีขึ้นแบบกว้าง ๆ ให้เลือกนิสัยเสียข้อเดียวแล้วทำงานกับมันจริงจัง

  2. ๒

    ความโกรธ โกโธ

    โกธสูตรตรัสให้ละโกธะ คือความโกรธ คาถาท้ายสูตรกล่าวว่า ผู้เห็นแจ้งรู้ชัดด้วยดีซึ่งความโกรธ อันเป็นเหตุให้สัตว์ผู้โกรธไปสู่ทุคติ แล้วละได้ ครั้นละได้แล้วย่อมไม่มาสู่โลกนี้อีก

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อรู้สึกร้อนขึ้นมา ให้บอกตัวเองในใจว่า "นี่คือความโกรธ" ก่อนจะพูดหรือพิมพ์อะไรออกไป

  3. ๓

    ความลบหลู่ มกฺโข

    มักขสูตรตรัสให้ละมักขะ คาถาเรียกผู้มีมักขะว่า "สัตว์ผู้ลบหลู่" ตามคำอธิบายในอรรถกถา มักขะคือการลบหลู่หรือปิดบังความดีและบุญคุณของผู้อื่น ทำให้สิ่งที่เขาทำดูไม่มีค่า

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สังเกตประโยคอย่าง "ก็แค่โชคดี" หรือ "ใคร ๆ ก็ทำได้" เวลาพูดถึงความสำเร็จของคนอื่น แล้วลองพูดถึงสิ่งที่เขาทำได้ดีจริง ๆ แทน

  4. ๔

    ความถือตัว มาโน

    มานสูตรตรัสให้ละมานะ คาถาเรียกผู้มีมานะว่า "สัตว์ผู้ถือตัว" และกล่าวเช่นเดียวกันว่ามานะเป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติ ผู้เห็นแจ้งรู้ชัดแล้วจึงละได้

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อรู้สึกว่าต้องชนะในการเถียง หรือรับไม่ได้ที่คนอายุน้อยกว่ามาสอน ให้รู้ว่านั่นคือมานะกำลังทำงาน

  5. ๕

    รู้ชัดก่อน แล้วจึงละ สมฺมทญฺญาย ปชหนฺติ วิปสฺสิโน

    คาถาทุกบทในชุดนี้ไม่ได้บอกให้กดข่มกิเลส แต่บอกว่าผู้เห็นแจ้ง "รู้ชัดด้วยดี" ก่อนว่าสิ่งนั้นคืออะไรและพาไปทางไหน การละเกิดขึ้นหลังการรู้ชัดนั้น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    หลังจากโกรธหรือพูดดูแคลนใครไปแล้ว ให้ทบทวนสั้น ๆ ว่ามันได้อะไรมาและเสียอะไรไป การเห็นผลชัด ๆ ทำให้ปล่อยได้ง่ายกว่าการฝืน

  6. ๖

    มานะเป็นเครื่องร้อยรัด มานุเปตา อยํ ปชา

    มานสูตรอีกสูตรหนึ่งในวรรคเดียวกันตรัสว่า ผู้ไม่รู้ยิ่ง ไม่กำหนดรู้มานะ ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ คาถากล่าวว่าหมู่สัตว์ประกอบด้วยมานะ มีมานะเป็นเครื่องร้อยรัด ยินดีในภพ ส่วนผู้ละมานะได้ ย่อมก้าวล่วงเครื่องร้อยรัดทั้งปวง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ลองดูว่าเรื่องไหนที่เราติดค้างอยู่นาน เพราะรู้สึกว่า "เสียหน้าไม่ได้" บ่อยครั้งสิ่งที่ผูกเราไว้ไม่ใช่ตัวเรื่อง แต่คือความถือตัว

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

ความโกรธ ความลบหลู่ และความถือตัว เป็นสามอย่างที่มักมาด้วยกัน เมื่อถูกขัดใจเราโกรธ เมื่อเห็นคนอื่นได้ดีเราหาทางลดคุณค่าของเขา และลึก ๆ ข้างใต้คือความรู้สึกว่าเราต้องไม่ด้อยกว่าใคร

คำว่า "รับรองความเป็นอนาคามี" เป็นเป้าหมายสูงของการละอย่างเด็ดขาด คนทั่วไปอาจยังไม่ถึง แต่รูปแบบของพระสูตรใช้ได้ทันที คือเลือกละทีละอย่าง ไม่ต้องแก้ทุกเรื่องพร้อมกัน

ลองเลือกหนึ่งในสามข้อที่ตัวเองเป็นบ่อยที่สุด แล้วสังเกตมันอย่างเดียวตลอดหนึ่งสัปดาห์ ว่าเกิดตอนไหน กับใคร และทิ้งอะไรไว้หลังจากนั้น

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

ผ้าที่มานอกเวลาและผ้าเร่งด่วน: อกาลจีวร ผ้าอาบน้ำฝน และอัจเจกจีวร

มาสปรมนฺเตน ภิกฺขุนา ตํ จีวรํ นิกฺขิปิตพฺพํ

สามสิกขาบทในนิสสัคคิยกัณฑ์ที่ว่าด้วยเวลาของผ้า พระพุทธเจ้าทรงผ่อนให้ภิกษุรับผ้าที่มานอกฤดู ผ้าอาบน้ำฝน และผ้าท…

ปาฏลิยสูตร: เมื่อครูสี่ท่านพูดไม่ตรงกัน จะเชื่อใครดี

ปาฏลิโย คามณี

นายบ้านปาฏลิยะเล่าว่ามีศาสดาสี่ท่านซึ่งเห็นต่างกันสุดขั้วมาพักในเรือนพักของตน จนเกิดความสงสัยว่าใครพูดจริง พระ…

ปัฏฐาน: อะไรต้องมีอยู่ก่อน และอะไรค้ำสิ่งที่มาก่อน

ปุเรชาตปจฺจโย

ปุเรชาตปัจจัยคือสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนแล้วยังตั้งอยู่ จึงรองรับสิ่งที่เกิดตามมา คัมภีร์แยกเป็นวัตถุปุเรชาตะกับอาร…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้