โกสัมพิยสูตร: คำถามที่หยุดการทะเลาะ
ข้อปฏิบัติ

โกสัมพิยสูตร: คำถามที่หยุดการทะเลาะ

โกสมฺพิยสุตฺตํ

ภิกษุชาวโกสัมพีทะเลาะกันจนไม่ยอมเข้าใจกัน พระพุทธเจ้าไม่ทรงตัดสินว่าใครถูก แต่ทรงถามว่าตอนที่ทะเลาะกันนั้น เมตตาทางกาย วาจา ใจ ยังมีอยู่ไหม แล้วทรงแสดงข้อตรวจใจตนเอง ๗ ข้อของผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ

๘ ข้อ

ในโกสัมพิยสูตร มัชฌิมนิกาย ภิกษุในเมืองโกสัมพีเกิดขัดใจ ทะเลาะ วิวาท ทิ่มแทงกันและกันด้วยหอกคือปาก ไม่ยังกันและกันให้เข้าใจ และไม่ปรารถนาความปรองดอง มีภิกษุรูปหนึ่งไปกราบทูล พระพุทธเจ้าจึงรับสั่งให้เรียกภิกษุเหล่านั้นมา

สิ่งที่ทรงทำไม่ใช่การไต่สวนว่าฝ่ายไหนถูก แต่ทรงถามคำถามเดียวว่า ในเวลาที่พวกเธอทะเลาะกันอยู่นั้น เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม และเมตตามโนกรรมในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง มีอยู่บ้างหรือไม่ ภิกษุเหล่านั้นทูลว่าไม่มีเลย

จากนั้นทรงแสดงธรรม ๖ ประการที่ทำให้ระลึกถึงกัน รักกัน เคารพกัน และไม่วิวาทกัน แล้วตรัสว่าทิฏฐิอันเป็นอริยะ นำผู้ปฏิบัติออกจากทุกข์ได้ เป็นยอดยึดคุมธรรมทั้งหกนั้นไว้ เหมือนยอดของเรือนยอด ต่อจากนั้นทรงแสดงญาณ ๗ ประการที่อริยสาวกตรวจดูใจตนเอง ซึ่งเป็นส่วนที่คนทั่วไปนำมาใช้ทบทวนตนเองได้ดีมาก

  1. ๑

    คำถามที่ตัดวงจรการโทษกัน เมตฺตํ กายกมฺมํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ

    แทนที่จะถามว่าใครเริ่มก่อน ทรงถามว่าในเวลาที่ทะเลาะกันนั้น เมตตาทางกาย ทางวาจา และทางใจ ในเพื่อนร่วมสำนัก ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ยังมีอยู่หรือไม่ เมื่อภิกษุทูลว่าไม่มี ก็เป็นอันชัดว่าทุกฝ่ายต่างขาดข้อเดียวกัน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    กลางความขัดแย้ง ลองถามตัวเองก่อนว่า ตอนนี้ยังหวังดีกับเขาอยู่ไหม ทั้งเวลาอยู่ต่อหน้าและเวลาพูดถึงเขาลับหลัง

  2. ๒

    ธรรม ๖ ที่ทำให้ระลึกถึงกัน ฉยิเม ภิกฺขเว ธมฺมา สาราณียา

    ทรงแสดงธรรม ๖ ประการที่เป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน ทำความรักกัน ทำความเคารพกัน เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน ไม่วิวาทกัน พร้อมเพรียงกัน คือเมตตาทางกาย ทางวาจา ทางใจ การแบ่งปันลาภ ความมีศีลเสมอกัน และความมีทิฏฐิเสมอกัน

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ถ้าทีมหรือครอบครัวเริ่มแตกร้าว ลองไล่ดูทีละข้อว่าข้อไหนหายไป แล้วซ่อมข้อนั้นก่อน แทนการหาคนผิด

  3. ๓

    ได้อะไรมาก็ไม่กันไว้คนเดียว อปฺปฏิวิภตฺตโภคี

    ข้อที่สี่ในธรรม ๖ คือ ภิกษุมีลาภที่ได้มาโดยชอบธรรม แม้เพียงอาหารในบาตร ก็ไม่เกียดกันไว้เพื่อตน แต่บริโภคร่วมกับเพื่อนผู้มีศีล ความหวงของเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่เองที่สะสมเป็นความบาดหมาง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ของดี ข้อมูลดี หรือโอกาสดีที่ได้มา ลองแบ่งให้คนในทีมได้ใช้ด้วย แทนการเก็บไว้เป็นข้อได้เปรียบส่วนตัว

  4. ๔

    ความเห็นที่ไปด้วยกันคือยอดของเรือน ยายํ ทิฏฺฐิ อริยา นิยฺยานิกา

    ทรงตรัสว่าทิฏฐิอันเป็นอริยะ ที่นำผู้ทำตามออกไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ เป็นยอดและเป็นเครื่องยึดคุมธรรม ๖ ประการนั้นไว้ เปรียบเหมือนยอดเป็นที่สูงสุดและเป็นที่ยึดคุมของเรือนยอด

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    กลุ่มที่อยู่ด้วยกันได้ยาว ไม่ได้อยู่ได้เพราะมารยาทอย่างเดียว แต่เพราะเห็นตรงกันว่ากำลังทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร

  5. ๕

    ตรวจว่ามีอะไรกลุ้มรุมใจอยู่ สุปณิหิตํ เม มานสํ สจฺจานํ โพธาย

    ญาณที่ ๑ คือ ไปสู่ที่สงัดแล้วพิจารณาว่า เรามีกิเลสอะไรกลุ้มรุมใจอยู่จนไม่อาจรู้เห็นตามความเป็นจริงหรือไม่ ทรงระบุไว้หลายอย่าง ทั้งกามราคะ พยาบาท ความง่วง ความฟุ้งซ่าน ความสงสัย ความหมกมุ่นคิดเรื่องโลกนี้และโลกหน้า และตรัสว่าการเกิดขัดใจทะเลาะวิวาทกันก็เป็นเครื่องกลุ้มรุมใจอย่างหนึ่งด้วย

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญหรือก่อนตอบข้อความที่ทำให้โกรธ ให้เช็กก่อนว่าตอนนี้ใจกำลังถูกอะไรครอบอยู่

  6. ๖

    ผิดแล้วรีบเปิดเผย ไม่ปล่อยให้คาอยู่ ทหโร กุมาโร มนฺโท อุตฺตานเสยฺยโก

    ญาณที่ ๔ คือรู้ว่าผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ แม้จะพลาดพลั้งบ้าง ก็รีบแสดง เปิดเผย ทำให้ตื้นซึ่งความผิดนั้นต่อครูอาจารย์หรือเพื่อนผู้รู้ แล้วสำรวมต่อไป เปรียบเหมือนเด็กอ่อนนอนหงายที่มือหรือเท้าไปถูกถ่านไฟแล้วชักหนีทันที

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อรู้ว่าตนทำพลาด ให้บอกทันทีในวันนั้น การรอให้ "จังหวะเหมาะ" มักทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่

  7. ๗

    ช่วยงานส่วนรวมโดยไม่ทิ้งการฝึกตน คาวี ตรุณวจฺฉา

    ญาณที่ ๕ คือรู้ว่าผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิย่อมขวนขวายช่วยกิจใหญ่น้อยของเพื่อนร่วมสำนัก แต่ขณะเดียวกันก็ยังเอาใจใส่อย่างแรงกล้าในการฝึกศีล ฝึกจิต และฝึกปัญญา เปรียบเหมือนแม่โคลูกอ่อนที่เล็มหญ้าไปพลางชำเลืองดูลูกไปพลาง

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    รับงานส่วนรวมได้ แต่อย่าปล่อยให้มันกินเวลาที่กันไว้ดูแลใจและสุขภาพของตัวเองจนหมด

  8. ๘

    ฟังธรรมอย่างเอาจริง อฏฺฐิกตฺวา มนสิกตฺวา

    ญาณที่ ๖ และ ๗ คือรู้ว่าตนมีกำลังอย่างที่ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิมี คือเมื่อมีผู้แสดงธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศไว้ ก็ทำให้เป็นประโยชน์ ใส่ใจ กำหนดด้วยจิตทั้งปวง เงี่ยโสตฟัง และย่อมได้ความรู้อรรถ ได้ความรู้ธรรม ได้ความปราโมทย์อันประกอบด้วยธรรม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เวลาฟังเรื่องที่ตั้งใจจะเรียนจริง ให้วางมือถือและตั้งใจฟังทั้งตัว ไม่ใช่ฟังไปทำอย่างอื่นไป

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

เวลาทะเลาะกัน คนมักเถียงกันเรื่อง "ใครผิด" ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่มีวันจบ คำถามของพระพุทธเจ้าเปลี่ยนจุดโฟกัสทันที จากการชี้ตัวคนผิด มาเป็นการดูว่าขณะนี้ใจเรายังมีเมตตาต่ออีกฝ่ายอยู่ไหม ซึ่งเป็นสิ่งที่แต่ละคนตอบได้ด้วยตนเองและแก้ได้ด้วยตนเอง

คำว่า "ทั้งต่อหน้าและลับหลัง" เป็นหัวใจ หลายความขัดแย้งในที่ทำงานและในครอบครัวยังสุภาพอยู่ต่อหน้า แต่พังลงเพราะสิ่งที่พูดกันลับหลัง ถ้าเมตตามีเฉพาะต่อหน้า ความปรองดองจะไม่เกิด

ส่วนญาณ ๗ ข้อท้ายพระสูตร ใช้เป็นแบบตรวจใจประจำวันได้ ตั้งแต่ถามว่าตอนนี้มีอะไรกลุ้มรุมใจอยู่จนมองอะไรไม่ตรงตามจริง ไปจนถึงรีบยอมรับเมื่อทำผิด และช่วยงานส่วนรวมโดยไม่ทิ้งการฝึกตนเอง

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

ความอัศจรรย์ ๘ ของมหาสมุทรกับธรรมวินัย

อฏฺฐ อจฺฉริยา อพฺภุตา ธมฺมา

แปดลักษณะของมหาสมุทรที่ทรงเทียบกับธรรมวินัย — ลาดลึกลงไปทีละน้อย ไม่ล้นฝั่ง ไม่เก็บซากศพ มีรสเดียว เปิดภาพรวมข…

อธิกรณสูตร: อยากได้รับความเคารพ แต่ยังไม่ละสิ่งที่ควรละ

อโห วต มํ สพฺรหฺมจารี สกฺกเรยฺยุํ

ม้าธรรมดาอยากได้ตำแหน่งและอาหารอย่างม้าอาชาไนย แต่คนรู้เห็นความคดโกงของมัน ภิกษุที่ก่อเรื่อง มักโกรธ ไม่ใคร่ศึ…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้