เวสารัชชกรณธรรม ๕
ปญฺจ เวสารชฺชกรณา ธมฺมาห้าสิ่งที่ทำให้แกล้วกล้า ไม่ครั่นคร้ามเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น — ศรัทธา ศีล พาหุสัจจะ ความเพียร และปัญญา ความมั่…
คูถภาณี ปุปฺผภาณี มธุภาณี
คนหนึ่งโกหกเมื่อถูกถามเป็นพยาน อีกคนพูดตรงตามที่รู้เห็น อีกคนพูดคำไม่มีโทษ สบายหู จับใจคน — พร้อมบุคคลที่ประมาณได้ง่าย ประมาณได้ยาก และประมาณไม่ได้ ซึ่งดูจากการพูดและการวางตัว
ในปุคคลบัญญัติ พระอภิธรรมปิฎก ตอนติกนิทเทส (บุคคล ๓ จำพวก) มีบุคคลสามจำพวกที่แบ่งตามคำพูด คือผู้มีวาจาเหมือนคูถ ผู้มีวาจาเหมือนดอกไม้ และผู้มีวาจาเหมือนน้ำผึ้ง สองจำพวกแรกวัดกันที่ว่า เมื่อถูกเรียกไปถามในที่ประชุม ท่ามกลางญาติ หรือในราชสำนัก จะพูดตามที่รู้เห็นจริงหรือไม่ ส่วนจำพวกที่สามวัดที่ความไพเราะและความไม่มีโทษของคำพูด
ปุคคลบัญญัติเป็นคัมภีร์ที่สี่ของพระอภิธรรมปิฎก ว่าด้วยการบัญญัติประเภทบุคคล จัดเป็นหมวดตั้งแต่บุคคล ๑ จำพวกไปจนถึง ๑๐ จำพวก หลายชุดตรงกับพระสูตรในอังคุตตรนิกาย ชุดวาจาสามแบบนี้ก็มีในคูถภาณีสูตร ปุคคลวรรค ติกนิบาต
หน้านี้รวมอีกชุดหนึ่งจากติกนิทเทสไว้ด้วย คือบุคคลที่ประมาณได้ง่าย ประมาณได้ยาก และประมาณไม่ได้ ซึ่งมีในอัปปเมยยสูตร อาปายิกวรรค ติกนิบาตเช่นกัน ชุดนี้บอกว่าคนที่ฟุ้งซ่าน ปากกล้า พูดพร่ำ ถูกคนอื่นหยั่งรู้ได้ง่าย
ประเภทบุคคลเหล่านี้มีไว้ส่องดูคำพูดของตัวเอง ไม่ได้มีไว้ติดป้ายว่าใครเป็นคนปากคูถ
บุคคลบางคนพูดเท็จ เมื่อไปอยู่ในที่ประชุม ท่ามกลางญาติ ท่ามกลางหมู่คณะ หรือในราชสำนัก แล้วถูกเรียกไปถามเป็นพยานว่า "ท่านรู้อย่างไรจงพูดอย่างนั้น" ไม่รู้ก็บอกว่ารู้ รู้ก็บอกว่าไม่รู้ ไม่เห็นก็บอกว่าเห็น เห็นก็บอกว่าไม่เห็น เพราะเหตุแห่งตน เพราะเหตุแห่งผู้อื่น หรือเพราะเห็นแก่อามิสเล็กน้อย
สังเกตคำโกหกเล็ก ๆ ที่พูดจนชิน เช่น "ไม่เห็นข้อความเลย" ทั้งที่เห็นแล้ว ลองเปลี่ยนเป็นพูดความจริงแบบสั้น ๆ แทน
บุคคลบางคนละการพูดเท็จ เมื่อถูกเรียกไปถามเป็นพยานในที่เดียวกันนั้น ไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้ รู้ก็บอกว่ารู้ ไม่เห็นก็บอกว่าไม่เห็น เห็นก็บอกว่าเห็น ไม่พูดเท็จทั้งที่รู้ ไม่ว่าเพื่อตน เพื่อผู้อื่น หรือเพื่ออามิสเล็กน้อย
เมื่อถูกถามเรื่องที่ไม่แน่ใจ กล้าพูดว่า "ไม่ทราบ" หรือ "ยังไม่ได้ตรวจสอบ" แทนการเดาให้ดูรู้
บุคคลบางคนพูดวาจาที่ไม่มีโทษ สบายหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง เป็นที่ใคร่และที่พอใจของคนเป็นอันมาก
ก่อนส่งข้อความตำหนิหรือแจ้งเรื่องยาก อ่านทวนอีกครั้งแล้วเปลี่ยนคำที่แข็งหรือประชดให้เป็นคำธรรมดาที่สุภาพ
บุคคลบางคนฟุ้งซ่าน มีมานะฟูขึ้น กลับกลอก ปากกล้า พูดพร่ำเกลื่อนกล่น หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ ใจไม่ตั้งมั่น ใจหมุนไปผิดทาง ไม่สำรวมอินทรีย์ บุคคลอย่างนี้ประมาณได้ง่าย คือคนอื่นหยั่งรู้ได้ง่าย
ถ้าสังเกตว่าตัวเองพูดมากทุกครั้งที่ตื่นเต้นหรือไม่พอใจ ลองนับถึงสามก่อนตอบ แล้วพูดเฉพาะสิ่งที่จำเป็น
บุคคลบางคนไม่ฟุ้งซ่าน ไม่มีมานะฟูขึ้น ไม่กลับกลอก ไม่ปากกล้า ไม่พูดพร่ำเกลื่อนกล่น มีสติตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่ง สำรวมอินทรีย์ บุคคลอย่างนี้ประมาณได้ยาก
ในที่ประชุมที่มีการโต้เถียง ฟังให้จบก่อนแล้วพูดประเด็นเดียวให้ชัด ความนิ่งที่มีสติทำให้คำพูดมีน้ำหนักขึ้น
บุคคลบางคนทำให้แจ้งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน คือพระอรหันต์ บุคคลอย่างนี้ประมาณไม่ได้ ข้อนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจภาพรวม
เมื่อรู้สึกว่าตัดสินใครได้ทะลุปรุโปร่ง ให้นึกว่าคนที่ใจสงบลึกจริง ๆ นั้นวัดจากภายนอกไม่ได้ จึงควรระวังการประเมินคนจากท่าทีเพียงไม่กี่ครั้ง
วาจาเหมือนคูถในตัวบทไม่ได้หมายถึงคำหยาบ แต่หมายถึงการโกหกทั้งที่รู้ ไม่ว่าจะเพื่อตัวเอง เพื่อคนอื่น หรือเพื่อผลประโยชน์เล็กน้อย คำพูดแบบนี้ส่งกลิ่นเสียไปถึงความไว้วางใจ แม้จะพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพก็ตาม
ลำดับของสามข้อนี้ใช้เป็นแบบฝึกได้ ข้อแรกคือเลิกพูดเท็จ ข้อที่สองคือพูดตามที่รู้เห็นจริงแม้ไม่มีใครบังคับ ข้อที่สามคือพูดความจริงด้วยถ้อยคำที่คนฟังรับได้ ความหวานที่ไม่มีความจริงรองรับไม่ใช่วาจาเหมือนน้ำผึ้ง
เรื่องประมาณได้ง่ายเตือนว่า คนที่พูดไม่หยุดและอารมณ์ขึ้นลงง่าย ไม่ได้แค่ทำให้คนอื่นเหนื่อย แต่ยังเปิดใจตัวเองให้คนอ่านออกหมด
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
ห้าสิ่งที่ทำให้แกล้วกล้า ไม่ครั่นคร้ามเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น — ศรัทธา ศีล พาหุสัจจะ ความเพียร และปัญญา ความมั่…
พระราธะทูลถามว่าอะไรเรียกว่า "สัตว์" พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ที่ข้องอยู่ในขันธ์ ๕ ด้วยความพอใจ เหมือนเด็กที่หวงเร…
คืนวันเพ็ญ พระพุทธเจ้าทรงถามว่าอสัตบุรุษรู้จักอสัตบุรุษและสัตบุรุษได้หรือไม่ แล้วทรงแจกแจงความต่างแปดด้าน ตั้ง…
ชาวนาพบแท่งทองใหญ่จนยกไม่ไหว จึงแบ่งออกเป็น ๔ ส่วนแล้วยกกลับบ้านได้ คาถาสอนว่าผู้มีใจเบิกบาน เจริญกุศลธรรม ย่อ…