อากังเขยยสูตร: ถ้าปรารถนาสิ่งใด ให้เริ่มที่ศีล
อากงฺเขยฺยสุตฺตํพระพุทธเจ้าทรงแสดงสิ่งที่ภิกษุอาจปรารถนา ๑๗ อย่าง ตั้งแต่เป็นที่รักของเพื่อน ได้ปัจจัย ๔ ข่มความกลัวได้ ไปจนถึ…
รูปํ ภิกฺขเว กุกฺกุฬํ
ขันธ์ ๕ เป็นของเร่าร้อนเหมือนถ่านไฟ ผู้เห็นอย่างนี้ย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้น ท้ายวรรคทรงบอกว่าข้อปฏิบัติอันสมควรแก่ผู้บวชด้วยศรัทธาคืออะไร
ในกุกกุฬวรรค ขันธสังยุต สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สูตรแรกสั้นมาก ตรัสว่ารูปเป็นของเร่าร้อน เวทนาเป็นของเร่าร้อน สัญญา สังขาร วิญญาณก็เป็นของเร่าร้อน คำว่ากุกกุฬะหมายถึงถ่านไฟที่ยังคุอยู่ ไม่ได้ลุกโพลงจนน่ากลัว แต่จับเมื่อไรก็ร้อนเมื่อนั้น
ทรงตรัสต่อว่า อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในขันธ์ทั้งห้า เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้วย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว
สูตรกลางวรรคเป็นชุดสั้น ๆ ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละฉันทะ ละราคะ ละฉันทราคะในสิ่งนั้นเสีย ส่วนสี่สูตรท้ายวรรคคือกุลปุตตสูตร ทรงแสดงธรรมอันสมควรแก่กุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธา ได้แก่การอยู่ด้วยความเบื่อหน่ายมากในขันธ์ และการตามเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา
ตรัสสั้น ๆ ว่ารูปเป็นของเร่าร้อน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็เป็นของเร่าร้อน ไม่ได้ทรงบอกว่าขันธ์เป็นสิ่งชั่วร้าย แต่ทรงบอกลักษณะของมันว่าจับไว้แล้วร้อน
สังเกตความอึดอัดเบา ๆ ที่มีอยู่แม้ในวันปกติ แล้วดูว่ามันมาจากการถืออะไรไว้
อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในขันธ์ทั้งห้า เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น แล้วมีญาณรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
เมื่อเห็นชัดว่าสิ่งใดให้ความสุขที่เชื่อถือไม่ได้ อย่าเพิ่งบังคับตัวเองให้เลิก แต่ให้ดูซ้ำจนใจคลายเอง
ทรงตั้งคำถามและตอบเองว่า อะไรเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง รูปเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละฉันทะในรูปนั้นเสีย แล้วตรัสซ้ำกับเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เมื่ออยากได้อะไรมาก ให้ถามว่าสิ่งนั้นจะอยู่กับเรานานแค่ไหน แล้วค่อยตัดสินใจ
แต่ละหัวข้อทรงแยกเป็นสามสูตร คือละฉันทะ ละราคะ และละฉันทราคะ ความพอใจ ความกำหนัด และความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ เป็นคนละระดับกัน การแยกละเอียดอย่างนี้ช่วยให้ผู้ปฏิบัติรู้ว่ากำลังติดอยู่ระดับไหน
แยกให้ออกระหว่างชอบเฉย ๆ กับอยากได้จนใจร้อนรน วิธีจัดการทั้งสองอย่างต่างกัน
สี่สูตรท้ายวรรคตรัสว่า ธรรมอันสมควรแก่กุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธาคือการอยู่ด้วยความเบื่อหน่ายมากในขันธ์ และการตามเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตาในขันธ์ นี่เป็นคำสอนสำหรับผู้บวชโดยตรง
เมื่อเลือกทางใดด้วยศรัทธาแล้ว ให้ถามว่าอะไรคือสิ่งที่คนบนทางนี้ควรทำจริง ๆ ในแต่ละวัน
คำว่าอยู่ด้วยความเบื่อหน่ายมากในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ หมายถึงการไม่หลงเพลินไปกับสิ่งเหล่านั้นอีก ไม่ใช่การเกลียดชังกายใจตนเอง หรือการทอดธุระในหน้าที่
ถ้าความเบื่อของเราทำให้ขี้เกียจและทิ้งหน้าที่ นั่นไม่ใช่นิพพิทา แต่เป็นความท้อที่ต้องดูแล
อีกสามสูตรเปลี่ยนจากความเบื่อหน่ายเป็นการตามเห็น คือเป็นผู้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาในขันธ์ทั้งห้าอยู่เนือง ๆ
เลือกหนึ่งมุมมองมาใช้ในวันนี้ เช่น ดูความไม่เที่ยงของอารมณ์ตัวเองทุกครั้งที่นึกได้
ทรงวางลำดับไว้ชัดเจนว่า เมื่ออยู่ด้วยความเบื่อหน่ายมาก ย่อมกำหนดรู้ขันธ์ เมื่อกำหนดรู้แล้วย่อมหลุดพ้นจากขันธ์ จากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ตรัสว่าย่อมหลุดพ้นไปจากทุกข์
อย่าข้ามขั้นไปหาความหลุดพ้น ให้เริ่มที่การเห็นซ้ำ ๆ จนรู้จักสิ่งนั้นจริง ๆ ก่อน
คำว่าเร่าร้อนในพระสูตรนี้อธิบายประสบการณ์ที่หลายคนคุ้นดี คือความรู้สึกไม่สงบที่แฝงอยู่แม้ในวันที่ไม่มีอะไรผิดปกติ เหมือนถือของที่อุ่นเกินไปจนต้องสลับมือไปมา แต่ยังไม่ยอมวางลง
คำว่าเบื่อหน่ายในที่นี้คือนิพพิทา ซึ่งต่างจากความเบื่อแบบหมดแรง นิพพิทาคือการเห็นชัดว่าสิ่งนี้ให้ความสุขที่เชื่อถือไม่ได้ แล้วมือคลายออกเอง ใจจึงเบาขึ้น ไม่ใช่หม่นลง ส่วนความเบื่อที่มาพร้อมความสิ้นหวัง นอนไม่หลับ ไม่อยากทำอะไรเลยติดต่อกันหลายสัปดาห์ นั่นเป็นเรื่องสุขภาพจิตที่ควรปรึกษาแพทย์หรือนักจิตวิทยา และหากมีความคิดทำร้ายตัวเอง ให้โทรสายด่วนสุขภาพจิต ๑๓๒๓ ซึ่งเป็นเบอร์ในประเทศไทย หากอยู่ต่างประเทศให้ติดต่อสายด่วนในประเทศที่อยู่
สี่สูตรท้ายวรรคกล่าวถึงกุลบุตรผู้บวชด้วยศรัทธาโดยตรง แต่หลักที่ใช้ได้กับฆราวาสคือ เมื่อเลือกทางไหนด้วยความศรัทธาแล้ว ก็ควรทำสิ่งที่สมควรแก่ทางนั้น ไม่ใช่เพียงประกาศว่าเลือกแล้ว
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
พระพุทธเจ้าทรงแสดงสิ่งที่ภิกษุอาจปรารถนา ๑๗ อย่าง ตั้งแต่เป็นที่รักของเพื่อน ได้ปัจจัย ๔ ข่มความกลัวได้ ไปจนถึ…
เมื่อภิกษุประกาศว่าบรรลุอรหัตผล ไม่ควรรีบยินดีหรือคัดค้าน แต่ควรถามเรื่องโวหาร ๔ อุปาทานขันธ์ ๕ ธาตุ ๖ อายตนะภ…
เทวดาจากโลกธาตุทั้งสิบมาประชุมกันเพื่อเห็นพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปที่ป่ามหาวัน เทวดาชั้นสุทธาวาสกล่าวค…
ปริพาชกอุคคาหมานะว่าผู้ไม่ทำชั่วทางกาย วาจา ใจ และอาชีพ คือสมณะผู้สมบูรณ์ พระพุทธเจ้าตรัสว่าถ้าเช่นนั้นเด็กอ่อ…