พลกถา: กำลังคือสิ่งที่ไม่หวั่นไหว
ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว พลานิพละไม่ได้แปลว่าแข็งแรงแบบออกแรง แต่แปลว่าไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งที่ตรงข้ามกับตน ศรัทธาไม่หวั่นเพราะความไม่ศรัทธา …
สุนฺทริกภารทฺวาชสุตฺตํ
พราหมณ์ผู้บูชาไฟจะถวายข้าวปายาสที่เหลือจากพิธี แต่กลับถามถึงชาติของพระพุทธเจ้าก่อน พระองค์ตรัสว่าอย่าถามชาติ จงถามความประพฤติ ไฟเกิดจากไม้ชนิดใดก็ได้ ผู้ควรรับของบูชาคือผู้ฝึกตนดีแล้ว และความบริสุทธิ์ไม่ได้มาจากการเผาไม้
ในสุนทริกภารทวาชสูตร สุตตนิบาต ขุททกนิกาย และสุนทริกสูตร พราหมณสังยุต สังยุตตนิกาย เล่าเหตุการณ์เดียวกัน สุนทริกภารทวาชพราหมณ์บูชาไฟอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสุนทริกา แคว้นโกศล เสร็จพิธีแล้วมองหาผู้ที่ควรรับข้าวปายาสที่เหลือ เห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งคลุมพระเศียรอยู่ใต้ต้นไม้ จึงถือปายาสและเต้าน้ำเข้าไปหา
เมื่อพระพุทธเจ้าเปิดพระเศียร พราหมณ์เห็นว่าเป็นคนโล้นก็คิดจะกลับ แต่นึกได้ว่าพราหมณ์บางคนก็โกนศีรษะ จึงเข้าไปถามว่าท่านเกิดในชาติอะไร พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าอย่าถามถึงชาติ จงถามถึงความประพฤติ แล้วทรงแสดงว่าผู้ควรรับของบูชาคือผู้ฝึกตนแล้ว
ในฉบับสังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้าไม่ทรงรับโภชนะที่ได้มาเพราะการกล่าวคาถา ทรงให้พราหมณ์ทิ้งปายาสลงในน้ำที่ไม่มีสัตว์ แล้วทรงสอนว่าความบริสุทธิ์ไม่ได้เกิดจากการเผาไม้ แต่เกิดจากการจุดไฟคือปัญญาภายใน ท้ายทั้งสองฉบับ พราหมณ์ขอบวชและได้เป็นพระอรหันต์
พราหมณ์ถามพระพุทธเจ้าว่าเกิดในชาติอะไร พระองค์ตรัสว่าอย่าถามถึงชาติ แต่จงถามถึงความประพฤติ คุณค่าของคนจึงดูที่สิ่งที่เขาทำ ไม่ใช่ตระกูลที่เขาเกิด
เวลาจะรับคนเข้าทำงานหรือเลือกคนมาร่วมงาน ให้ถามถึงสิ่งที่เขาเคยทำและวิธีทำงานของเขา ก่อนจะสนใจว่าเขาจบจากไหนหรือเป็นลูกใคร
ไฟย่อมเกิดจากไม้ ไม่ว่าไม้นั้นจะเป็นไม้อะไร ฉันใด ผู้ที่เกิดในตระกูลต่ำก็เป็นมุนีผู้มีปัญญา มีความเพียร ห้ามความชั่วด้วยหิริได้ฉันนั้น
เมื่อเห็นคนที่พื้นเพไม่เหมือนเรา ให้นึกถึงไฟที่ให้แสงสว่างเท่ากันไม่ว่าจุดจากไม้อะไร แล้วเปิดใจฟังความคิดของเขาอย่างเท่าเทียม
ผู้ที่ควรให้ทานคือผู้ฝึกตนด้วยสัจจะ ประกอบด้วยการฝึกอินทรีย์ ถึงที่สุดแห่งเวท อยู่จบพรหมจรรย์ ผู้ละกามได้ สำรวมดีเหมือนกระสวยที่ไปตรง ผู้มุ่งบุญพึงให้แก่ท่านเหล่านั้นตามกาล ในฉบับสุตตนิบาตยังตรัสให้พราหมณ์คลายหน้าบึ้ง ประนมมือนอบน้อมผู้เช่นนั้น แล้วบูชาด้วยข้าวและน้ำ
เมื่อจะสนับสนุนใคร ให้ดูว่าเขาพูดจริงและควบคุมตัวเองได้ดีเพียงใด มากกว่าดูว่าเขามาจากสำนักหรือสายไหน
เมื่อพราหมณ์เลื่อมใสแล้วขอถวายปายาส พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่บริโภคโภชนะที่ได้มาเพราะการกล่าวคาถา พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ทรงรับสิ่งนั้น แล้วตรัสให้บำรุงพระขีณาสพด้วยข้าวน้ำอย่างอื่น เพราะท่านเหล่านั้นเป็นเนื้อนาบุญของผู้มุ่งบุญ
แยกการสอนหรือการช่วยเหลือด้วยน้ำใจออกจากการแลกเปลี่ยน ถ้าเราแนะนำเรื่องดี ๆ ให้ใคร อย่าให้ความหวังสิ่งตอบแทนมาปนในใจ
ในฉบับสังยุตตนิกาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า อย่าสำคัญว่าการเผาไม้ทำให้บริสุทธิ์ เพราะเป็นเรื่องภายนอก ผู้ฉลาดไม่กล่าวว่าความบริสุทธิ์มาจากสิ่งนั้น พระองค์ละการเผาไม้แล้ว จุดไฟคือญาณให้โพลงในตนเป็นนิตย์
ทบทวนกิจกรรมทางศาสนาที่ทำเป็นประจำ ว่าทำแล้วใจเปลี่ยนไปในทางดีขึ้นหรือไม่ ถ้าทำเพียงเพราะเคยชิน ลองเพิ่มการตั้งใจละความไม่ดีหนึ่งอย่างควบคู่ไปด้วย
พระพุทธเจ้าทรงเปรียบพิธีบูชาไฟกับการฝึกใจ ความถือตัวเหมือนภาระที่แบก ความโกรธเหมือนควัน การพูดเท็จเหมือนเถ้า ลิ้นเหมือนภาชนะเครื่องบูชา หัวใจเหมือนที่ตั้งกองไฟ และตนที่ฝึกดีแล้วคือแสงสว่างของคน
เมื่อรู้สึกโกรธ ให้นึกถึงภาพควันที่ทำให้มองไม่เห็นและแสบตา แล้วถามตัวเองว่าอยากให้ใจเต็มไปด้วยควันหรือด้วยแสงสว่าง
ธรรมเป็นเหมือนห้วงน้ำที่มีศีลเป็นท่าน้ำ ใสไม่ขุ่นมัว ผู้รู้ลงอาบในห้วงน้ำนี้แล้ว ตัวไม่เปียกแต่ข้ามถึงฝั่งได้ สัจจะ ความสำรวม และพรหมจรรย์เป็นทางสู่สิ่งประเสริฐ
ถ้าอยากรู้สึกสะอาดใจ ให้เริ่มจากศีลข้อที่ยังทำได้ไม่ดี เช่น ตั้งใจพูดความจริงตลอดหนึ่งวัน แล้วสังเกตว่าใจเบาขึ้นอย่างไร
คำว่า "อย่าถามชาติ จงถามความประพฤติ" ใช้ได้ทุกยุค ในชีวิตจริงเราอาจไม่ได้ถามเรื่องวรรณะ แต่มักตัดสินคนจากนามสกุล สถาบันที่จบ บ้านเกิด หรือหน้าตา ก่อนจะรู้ว่าเขาทำอะไร
พระสูตรยังสอนเรื่องการให้ด้วย การให้ที่มีคุณค่าคือการให้แก่ผู้ที่ฝึกตนดีและใช้ชีวิตซื่อตรง และการให้ไม่ควรกลายเป็นค่าตอบแทนสำหรับการสอนหรือการพูดดี
ส่วนเรื่องไฟภายใน ชวนให้ถามว่าพิธีกรรมที่เราทำ ช่วยให้ใจลดความถือตัว ความโกรธ และการโกหกลงได้จริงหรือไม่ ถ้าไม่ ก็ยังเป็นแค่การเผาไม้ภายนอก
คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง
พละไม่ได้แปลว่าแข็งแรงแบบออกแรง แต่แปลว่าไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งที่ตรงข้ามกับตน ศรัทธาไม่หวั่นเพราะความไม่ศรัทธา …
ก่อนตรัสรู้ พระโพธิสัตว์ทรงถามว่าอะไรเป็นคุณ อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นทางออกของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม — ถ้าธาตุไม่มีคุณ …
นักบวชผู้อยู่ในสำนักของพระราชามา ๑๒ ปี เห็นสัญญาณว่าพระราชาหมดความเชื่อถือจึงขอลาไป พร้อมสอนเรื่องการคบมิตร ภา…
พระมหาชนกว่ายน้ำกลางมหาสมุทรแม้มองไม่เห็นฝั่ง เพราะเห็นคุณของความเพียร ภายหลังเมื่อได้เป็นพระราชา ทรงเห็นต้นมะ…