สังฆาทิเสสข้อ ๑ และนิทานพระเสยยสกะ: ความอึดอัดใจที่ถูกแก้ด้วยทางลัด
ศึกษาเชิงลึก

สังฆาทิเสสข้อ ๑ และนิทานพระเสยยสกะ: ความอึดอัดใจที่ถูกแก้ด้วยทางลัด

สญฺเจตนิกา สุกฺกวิสฏฺฐิ สงฺฆาทิเสโส

พระเสยยสกะไม่มีความสุขกับพรหมจรรย์จนซูบผอม พระอุทายีแนะทางลัดที่ขัดกับชีวิตพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าจึงบัญญัติว่าการจงใจทำให้อสุจิเคลื่อนเป็นสังฆาทิเสส ยกเว้นความฝัน อาบัติหมวดนี้หนัก แต่ผู้ต้องอาบัติยังเป็นภิกษุและมีทางกลับมาบริสุทธิ์ผ่านกระบวนการของสงฆ์

๗ ข้อ

ในมหาวิภังค์ พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ สังฆาทิเสสกัณฑ์ สิกขาบทที่ ๑ เกิดจากเรื่องของพระเสยยสกะ ท่านประพฤติพรหมจรรย์อย่างไม่มีความสุข จนร่างกายซูบผอม ผิวพรรณหมองคล้ำ พระอุทายีเห็นเข้าจึงแนะนำให้ท่านทำให้อสุจิเคลื่อนด้วยตนเองเมื่อความกำหนัดรบกวนใจ และบอกว่าตนเองก็ทำ ต่อมาพระเสยยสกะกลับมีผิวพรรณดี เพื่อนภิกษุถามว่าทำยาอะไร เมื่อรู้ความจริง ภิกษุผู้ใคร่ต่อสิกขาจึงติเตียนและกราบทูลพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าทรงสอบถาม พระเสยยสกะยอมรับ ทรงติเตียนว่าธรรมที่ทรงแสดงมีไว้เพื่อคลายกำหนัด ไม่ใช่เพื่อกำหนัด แล้วทรงบัญญัติว่า การจงใจปล่อยสุกกะเป็นสังฆาทิเสส ต่อมามีภิกษุกังวลเรื่องที่เกิดขึ้นในความฝัน จึงทรงเพิ่มข้อยกเว้นว่า เว้นแต่ฝัน

สังฆาทิเสสเป็นอาบัติหนักรองจากปาราชิก ตัวบทนิยามว่าเป็นอาบัติที่สงฆ์เท่านั้นให้ปริวาส ชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัต และเรียกเข้าหมู่ ผู้ต้องอาบัติจึงยังเป็นภิกษุและมีทางกลับ ตัวบทไม่ได้ให้เหตุผลไว้ตรง ๆ ว่าทำไมข้อนี้จึงจัดเป็นสังฆาทิเสสแทนปาราชิก สิ่งที่เห็นได้จากตัวบทคือ ปาราชิกข้อแรกว่าด้วยการเสพเมถุน ส่วนข้อนี้เป็นการกระทำของตนเองลำพัง และวิภังค์วางน้ำหนักไว้ที่เจตนาและความพยายาม

หน้านี้เล่าด้วยถ้อยคำทั่วไป ไม่ลงรายละเอียดของการกระทำ สิกขาบทนี้เป็นวินัยของภิกษุผู้ถือพรหมจรรย์ ไม่ใช่ศีลของฆราวาส และไม่ได้เป็นคำตัดสินเรื่องเพศของผู้ที่ไม่ได้บวช

  1. ๑

    ไม่มีความสุขกับพรหมจรรย์จนร่างกายทรุด อนภิรโต พฺรหฺมจริยํ จรติ

    พระเสยยสกะประพฤติพรหมจรรย์อย่างไม่ยินดี จนร่างกายซูบผอม ผิวหมองคล้ำ เส้นเอ็นขึ้นทั่วตัว พระอุทายีเห็นจึงถามตรง ๆ ว่าท่านไม่ยินดีในพรหมจรรย์หรือ และท่านก็ยอมรับ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความทุกข์ใจที่ไม่ได้พูดออกมามักปรากฏที่ร่างกาย ถ้าเห็นเพื่อนซูบลงหรือเปลี่ยนไป ลองถามด้วยความห่วงใย และฟังให้จบก่อนจะแนะนำอะไร

  2. ๒

    คำแนะนำผิดจากเพื่อนที่หวังดี กินฺนุ โข อาวุโส กปฺปติ เอวรูปํ

    พระอุทายีแนะให้ท่านกิน นอน และอาบน้ำให้เต็มที่ และเมื่อความกำหนัดรบกวนใจก็ให้ทำให้อสุจิเคลื่อนด้วยตนเอง พระเสยยสกะถามว่าทำอย่างนั้นควรหรือ พระอุทายีตอบว่าควร ตนเองก็ทำ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    คำว่า "ฉันก็ทำ" ไม่ได้บอกว่าสิ่งนั้นถูก เมื่อเพื่อนเสนอทางลัด ให้ถามว่ามันตรงกับเป้าหมายที่เราเลือกไว้หรือไม่

  3. ๓

    ผลลัพธ์ที่ดูดี กับวิธีที่ต้องปิด สทฺธาเทยฺยํ ภุญฺชสิ

    ต่อมาท่านมีผิวพรรณผ่องใส เพื่อนภิกษุถามว่าทำยาอะไร ท่านเล่าตามจริง เพื่อนจึงถามกลับว่าท่านใช้มือเดียวกับที่ฉันอาหารซึ่งชาวบ้านถวายด้วยศรัทธาหรือ คำถามนี้ชี้ว่าชีวิตภิกษุตั้งอยู่บนศรัทธาของผู้อื่น

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ผลที่ดูดีภายนอกไม่ได้บอกว่าวิธีถูกต้อง ถ้าวิธีใดต้องปิดจากคนที่ไว้ใจเรา นั่นเป็นสัญญาณให้ทบทวน

  4. ๔

    ธรรมมีไว้เพื่อคลายกำหนัด วิราคาย ธมฺโม เทสิโต โน สราคาย

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมที่ทรงแสดงมีไว้เพื่อคลายกำหนัด ไม่ใช่เพื่อกำหนัด เพื่อพรากออก ไม่ใช่เพื่อผูกพัน เพื่อไม่ถือมั่น ไม่ใช่เพื่อถือมั่น และทรงเตือนว่าได้ตรัสเรื่องการละกาม การกำจัดความกระหายในกาม และการระงับความเร่าร้อนเพราะกามไว้หลายแบบแล้ว

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อเลือกวิธีรับมือกับความอยาก ให้ดูว่าวิธีนั้นทำให้ความอยากเบาลงในระยะยาว หรือเพียงสนองมันชั่วคราวแล้วกลับมาแรงกว่าเดิม

  5. ๕

    ความฝันไม่นับเป็นความผิด อตฺเถสา ภิกฺขเว เจตนา สา จ โข อพฺโพหาริกา

    หลังบัญญัติ มีภิกษุที่อสุจิเคลื่อนขณะหลับฝันแล้วกังวลว่าต้องอาบัติ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เจตนานั้นมีอยู่ แต่เป็นอัพโพหาริก คือไม่นับเป็นความผิด แล้วทรงเพิ่มคำว่า เว้นแต่ฝัน ในวินีตวัตถุ เรื่องแรกก็คือภิกษุที่กังวลเรื่องฝัน และทรงยืนยันว่าไม่ต้องอาบัติ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    สิ่งที่เกิดขึ้นขณะหลับหรือความคิดที่ผุดขึ้นเอง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกผิด ความรับผิดชอบอยู่ที่สิ่งที่เราเลือกทำเมื่อรู้ตัว

  6. ๖

    เจตนาและความพยายามเป็นตัวตัดสิน เจเตติ อุปกฺกมติ น มุจฺจติ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส

    วิภังค์แยกว่า ถ้าจงใจ พยายาม และอสุจิเคลื่อน เป็นสังฆาทิเสส ถ้าจงใจ พยายาม แต่ไม่เคลื่อน เป็นถุลลัจจัย ถ้าไม่ได้จงใจ ไม่ต้องอาบัติ อนาปัตติวารยกเว้นผู้ฝัน ผู้ไม่ประสงค์ ผู้วิกลจริต ผู้มีจิตฟุ้งซ่าน ผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา และผู้ทำก่อนมีบัญญัติ วินีตวัตถุยังมีภิกษุที่เพียงตรึกถึงกามโดยไม่ประสงค์ให้เคลื่อน และทรงตัดสินว่าไม่ต้องอาบัติ

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    เมื่อประเมินตัวเองหรือคนอื่น แยกให้ออกระหว่างความคิดที่เกิดขึ้น ความตั้งใจ และการลงมือ สามอย่างนี้มีน้ำหนักไม่เท่ากัน

  7. ๗

    สังฆาทิเสส: หนัก แต่มีทางกลับ สงฺโฆ ว ตสฺสา อาปตฺติยา ปริวาสํ เทติ

    วิภังค์นิยามว่า สังฆาทิเสสคืออาบัติที่สงฆ์เท่านั้นให้ปริวาส ชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัต และเรียกเข้าหมู่ได้ ไม่ใช่คณะหรือบุคคลรูปเดียว ผู้ต้องอาบัติยังไม่ขาดจากความเป็นภิกษุ แต่ต้องให้หมู่รู้และผ่านกระบวนการจนจบ ข้อนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจภาพรวม

    นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

    ความผิดที่หนักควรมีกระบวนการรับผิดที่ชัดเจนและมีวันจบ ไม่ใช่ปิดเงียบ และไม่ใช่ลงโทษกันไม่รู้จบ

ลองใช้ในชีวิตประจำวัน

เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มจากความชั่วร้าย แต่เริ่มจากคนที่ไม่มีความสุขกับชีวิตที่ตนเลือก แล้วได้คำแนะนำผิดจากเพื่อน พระอุทายีเห็นเพื่อนทุกข์ก็อยากช่วย แต่ทางที่ท่านแนะทำให้อาการภายนอกดีขึ้น ขณะที่เป้าหมายที่เพื่อนตั้งใจไว้ถูกทิ้งไป

ในชีวิตเรา เมื่อตั้งใจรักษาบางอย่าง เช่น เลิกบุหรี่ เลิกพนัน หรือรักษาคำสัญญา แล้วเริ่มอึดอัด มักมีคนบอกว่า "ทำไปเถอะ ฉันก็ทำ" ก่อนรับคำแนะนำแบบนั้น ให้ถามว่ามันพาเราเข้าใกล้หรือห่างจากสิ่งที่ตั้งใจไว้ และถ้าเป้าหมายนั้นไม่เหมาะกับเราแล้ว การพูดตรง ๆ และเปลี่ยนอย่างเปิดเผยดีกว่าการฝืนไปพร้อมกับทางลัดที่ต้องซ่อน

อีกบทเรียนหนึ่งคือความยุติธรรมต่อตัวเอง พระวินัยแยกชัดระหว่างสิ่งที่ผุดขึ้นเองกับสิ่งที่จงใจทำ อย่าลงโทษตัวเองกับความคิดหรือความฝันที่ไม่ได้เลือก

ที่มาในพระไตรปิฎก

คลิกเพื่อไปอ่านเนื้อหาจริงในหน้าที่อ้างถึง

หลักธรรมอื่นที่น่าสนใจ

เขมกสูตร: กลิ่นดอกบัวกับความรู้สึกว่า "เรามี" ที่ยังหลงเหลือ

เขมกสุตฺตํ

พระเขมกะป่วยหนัก พระเถระส่งพระทาสกะเดินไปถามหลายรอบ ท่านตอบว่าไม่เห็นขันธ์ใดเป็นตน แต่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ เพรา…

วิมานวัตถุ: ให้ด้วยมือตน ให้แก่ส่วนรวม และให้เมื่อเห็นคนลำบาก

ปสนฺนา สเกหิ ปาณิหิ

ท่อนอ้อยหนึ่งท่อน ผลไม้สี่ผล ขนมกุมมาสของคนเฝ้าไร่ อาหารสำหรับภิกษุที่เหนื่อยล้า — เรื่องในวิมานวัตถุสองวรรคที…

เข้าสู่ระบบเพื่อรับ ๔๐ แต้มบุญจากการอ่านหน้านี้