ขึ้นและดับไป ความเข้าไปสงบสังขารเหล่า
นั้นได้เป็นสุข.
[๑๔๘] . . .ท่านพระอนุรุทธะ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
ลมอัสสาสะปัสสาสะของพระมุนีผู้มี
พระทัยตั้งมั่น คงที่ ไม่หวั่นไหว ปรารภ
สันติทำกาละมิได้มีแล้ว.
พระองค์มีพระทัยไม่หดหู่ ทรงอด-
กลั้นเวทนาได้แล้ว ความพ้นแห่งจิตได้มี
แล้ว เหมือนดวงประทีปดับไปฉะนี้.
[๑๔๙] . . .ท่านพระอานนท์ ได้กล่าวคาถานี้ว่า
เมื่อพระสัมพุทธเจ้า ประกอบด้วย
อาการอันประเสริฐทั้งปวง ปรินิพพาน
แล้ว ในครั้งนั้นได้เกิดอัศจรรย์ น่าพึงกลัว
และเกิดความขนพองสยองเกล้า.
[๑๕๐] เมื่อพระผู้มีภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว บรรดาภิกษุเหล่านั้น พวกภิกษุยังมีราคะไม่ไปปราศแล้ว บางพวกประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่ ล้มลงกลิ้งเกลือกไปมาเหมือนเท้าขาด รำพันว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพาน เร็วนัก พระสุคตปรินิพพานเร็วนัก พระองค์ผู้มีพระจักษุในโลกอันตรธาน
เร็วนัก. ส่วนพวกภิกษุที่มีราคะไปปราศแล้ว มีสติสัมปชัญญะอดกลั้นอยู่ว่า
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ข้อนั้น จะหาได้ในสังขารนี้แต่ที่ไหน.
[๑๕๑] ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธะเตือนภิกษุทั้งหลายว่า อย่าเลยผู้มี อายุทั้งหลาย พวกท่านอย่าเศร้าโศกอย่าร่ำไรไปเลย เรื่องนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสบอกไว้ก่อนแล้วไม่ใช่หรือว่า ความเป็นต่าง ๆ ความพลัดพราก ความ