อันสงบแน่. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูกรอานนท์ ข้อที่เธอปรารภชนผู้บำรุง
ชาวมคธพูดเลียบเคียงเฉพาะหน้าเราแล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไป เพราะข้อ นั้นเป็นเหตุ เราเที่ยวบิณฑบาตในบ้านนาทิกะ ภายหลังภัต กลับจากบิณฑบาต แล้วล้างเท้าเข้าไปยังที่พัก คิญชกาวสถะแล้ว ปรารภถึงชนผู้บำรุงชาวมคธ ตั้งใจ มนสิการประมวลเหตุทั้งปวงด้วยใจ นั่งอยู่บนอาสนะที่ปูลาดไว้ด้วยดำริว่า เรา จักรู้คติ จักรู้ภพหน้าของชาวมคธเหล่านั้นว่า ผู้เจริญเหล่านั้น มีคติเป็น อย่างไร มีภพหน้าเป็นอย่างไร อานนท์ เราได้เห็นชนผู้บำรุงชาวมคธแล้วว่า ผู้เจริญเหล่านั้นมีคติเป็นอย่างไร มีภพหน้าเป็นอย่างไร ครั้งนั้นยักษ์ หายไป เปล่งเสียงให้ได้ยินว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าข้าพระพุทธเจ้าชื่อว่า ชนวสภะ ข้าแต่พระสุคต ข้าพระพุทธเจ้าชื่อว่าชนวสภะ อานนท์ เธอรู้หรือไม่ว่า เธอเคย ฟังชื่อว่า ชนวสภะ เห็นปานนี้ ในกาลก่อนแต่กาลนี้. พระอานนท์กราบทูล ว่า ข้าพระองค์ไม่รู้เลยว่า เคยได้ฟังชื่อว่า ชนวสภะ เห็นปานนี้ ในกาลก่อน แต่กาลนี้ อนึ่ง ข้าพระองค์ได้ฟังชื่อว่า ชนวสภะ ทำให้ขนลุกชูชัน ทำให้เกิด ความคิดว่า ยักษ์ที่มีชื่อว่า ชนวสภะ ไม่ใช่ยักษ์ชั้นต่ำเป็นแน่ๆ พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าตรัสว่า ดูกรอานนท์ ในระหว่างนั้น เสียงได้ปรากฏขึ้น ยักษ์มีผิวพรรณ อันงามยิ่งได้ปรากฏต่อหน้าเรา ได้เปล่งเสียงให้ได้ยินแม้เป็นครั้งที่สองว่า ข้า แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าชื่อว่า พิมพิสาร ข้าแต่พระสุคต ข้าพระ- พุทธเจ้าชื่อ พิมพิสาร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าเข้าถึงความเป็น สหายของท้าวเวสวัณมหาราชเป็นครั้งที่ ๗ นี้ ข้าพระพุทธเจ้านั้นจุติจากนี้แล้ว สามารถเป็นราชาในหมู่มนุษย์.
[๑๙๒] ข้าพระพุทธเจ้าท่องเที่ยวจากเทวโลกนี้
เจ็ดครั้ง จากมนุษยโลกนั้นเจ็ดครั้ง รวม
สิบสี่ครั้ง ย่อมรู้จักภพที่ข้าพระพุทธเจ้าเคย