เข้าถึงความสิ้นและความเสื่อมแล้ว ตลอดราตรีเป็นอันมาก แล้วทรงส่งไปด้วย ธรรมกถาที่พ้นจากบาลีอย่างอื่น และด้วยกถาอนุโมทนา การถวายเรือนพัก ประหนึ่ง ทรงพาข้ามอากาศคงคา ประหนึ่ง ทรงคั้นผึ้งรวงใหญ่ ขนาด โยชน์หนึ่งแล้ว ให้มหาชนดื่มน้ำผึ้งฉะนั้น. บทว่า อภิกฺกนฺตา ได้แก่ล่วงไป แล้ว สิ้นไปแล้ว. บทว่า สุญฺาคารํ ความว่า ขึ้นชื่อว่า เรือนว่าง ที่แยก
เป็นส่วนหนึ่งต่างหากไม่มี. แต่ในที่นั้นนั่นแหละ เหล่าชาวบ้านปาฏลิคาม
ล้อมไว้ด้วยกำแพงคือม่านไว้ข้างหนึ่ง แล้วจัดเตียงไว้ด้วยประสงค์ว่า พระ-
ศาสดาจักทรงพักผ่อนในที่นี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสำเร็จสีหไสยา บน
เตียงนั้นด้วยมีพระพุทธประสงค์ว่า เรือนพักนี้ ตถาคต ใช้สอยแล้วด้วยอิริยาบถ แม้ทั้ง ๔ กุศลนั้น จักมีผลมากแก่ชาวปาฏลิคามเหล่านั้น ดังนี้. ท่านหมายเอา เรือนพักนั้น จึงกล่าวว่า สุญฺาคารํ ปาวิสิ. เสด็จเข้าไปสู่เรือนว่างดังนี้.
บทว่า สุนีธวสฺสการา ได้แก่พราหมณ์ ๒ คน คือ สุนีธะคนหนึ่ง
วัสสการะคนหนึ่ง. บทว่า มหามตฺตา ได้แก่มหามัตตะ คือมหาอำมาตย์
ของพระเจ้ากรุงมคธ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ามหาอำมาตย์แคว้นมคธ ก็เพราะ มหาอำมาตย์ในแคว้นมคธ ประกอบด้วยมาตรคืออิสริยยศยิ่งใหญ่. บทว่า ปาฏลิคาเม นครํ ได้แก่สร้างปาฏลิคามทำให้เป็นบาตร. บทว่า วชฺชีนํ ปฏิพาหาย ได้แก่ เพื่อตัดทางขยายตัวของราชวงศ์แคว้นวัชชี.
บทว่า สหสฺเสว ได้แก่แต่ละพวกนับเป็นพัน ๆ. บทว่า วตฺถูนิ
ได้แก่ที่ปลูกเรือน. บทว่า จิตฺตานิ นมนฺติ นิเวสนาหิ มาเปตํ ความว่า
จิตของมหาอำมาตย์ผู้ทำนายวิชาดูพื้นที่น้อมไปเพื่อสร้างคฤหาสน์สำหรับพระ-
ราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา. เล่ากันว่า มหาอำมาตย์เหล่านั้นใช้อานุภาพ
แห่งศิลปะของตนมองเห็นภายใต้แผ่นดินประมาณ ๖๐ ศอก ว่าที่นี้นาคยึดไว้ ที่นี้ ยักษ์สิง ที่นี้ภูตสิง มีหินหรือตอ. เวลานั้น อำมาตย์เหล่านั้นร่ายศิลปะ