บทว่า ปาฏลิคาเม อาวสถาคารํ ได้แก่ เรือนพักสำหรับคนจรมา. เขาว่าในปาฏลิคาม สหายของพระราชาสองพระองค์มากันเป็นนิจ พาครอบครัว ออกจากบ้านมาพักกันเดือนหนึ่งบ้าง ครึ่งเดือนบ้าง. มนุษย์เหล่านั้นถูกรบกวน เสมอ คิดกันว่า ในเวลาที่คนเหล่านั้นมากันก็มีที่อยู่ ดังนี้แล้วจึงสร้างศาลาใหญ่ กลางพระนคร สร้างที่เก็บสิ่งของไว้ส่วนหนึ่ง สร้างที่อยู่อาศัยไว้ส่วนหนึ่งของ
ศาลานั้น. ผู้คนเหล่านั้นได้ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้ว ก็มองเห็น
ประโยชน์อย่างนี้ว่า แม้พวกเราก็พึงไปนำพระผู้มีพระภาคเจ้ามา พระองค์เสด็จ มาถึงสถานที่อยู่ของพวกเราด้วยพระองค์เองแล้ว วันนี้พวกเราจักอาราธนา พระผู้มีพระภาคเจ้าให้ตรัสมงคลในที่พัก เพราะฉะนั้นจึงกล่าวกันอย่างนี้. บทว่า เยนาวสถาคารํ ความว่า ได้ยินว่า ผู้คนเหล่านั้น ไม่รู้พระทัยของ พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มีพระอัธยาศัยชอบป่า ยินดีป่า จะทรงประสงค์หรือไม่ประสงค์ประทับอยู่ในบ้าน จึงไม่จัดแจงเรือนพัก พากันมาคิดกันว่า บัดนี้พวกเรารู้พระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จักพา กันไปจัดแจงเสียก่อนดังนั้น จึงพากันไปยังเรือนพัก. บทว่า สพฺพสนฺถริตํ แปลว่า ปูลาดไว้ทุกสิ่งทุกอย่าง.
บทว่า ทุสฺสีโล ได้แก่ผู้ไม่มีศีล. บทว่า สีลวิปนฺโน ได้แก่มีศีล วิบัติ มีสังวรสลาย. บทว่า ปมาทาธิกรณํ ได้แก่เพราะความประมาทเป็นเหตุ. ก็พระสูตรนี้ ใช้สำหรับคฤหัสถ์ แม้บรรพชิตก็ใช้ได้. จริงอยู่ คฤหัสถ์เลี้ยงชีพ ด้วยการหมั่นศึกษาศิลปะไม่ว่าจะเป็นกสิกรรมวณิชกรรมพลั้งเผลอไปด้วยการทำ ปาณาติบาตเป็นต้น ก็ไม่สามารถจะทำศิลปะนั้น ๆ ให้สำเร็จตามกาล เมื่อเป็น เช่นนั้น รากฐานของเขาก็พินาศ. แต่ในเวลาคับแค้น กระทำปาณาติบาต และอทินนาทาน ย่อมเสื่อมโภคะอย่างใหญ่เพราะอำนาจโทษ. ฝ่ายบรรพชิต ทุศีล ย่อมถึงความเสื่อมจากศีล จากพุทธวจนะ จากฌาน และจากอริยทรัพย์