ปฏิวิภัตต์ บุคคลปฏิวิภัตต์. ใน ๒ อย่างนั้นการแบ่งด้วยจิตคิดอย่างนี้ว่า เราจัก ให้เท่านี้ จักไม่ให้เท่านี้ ชื่อว่าอามิสปฏิวิภัตต์. การแบ่งด้วยจิตคิดอย่างนี้ว่า เราจักให้องค์โน้น ไม่ให้แก่องค์โน้นดังนี้ ชื่อว่าบุคคลปฏิวิภัตต์. ภิกษุไม่ กระทำแม้ทั้ง ๒ อย่าง บริโภคปัจจัยที่ยังไม่ได้แบ่ง ชื่อว่าอปฏิวิภัตตโภคี. ในคำว่า สีลวนฺเตหิ สพฺรหฺมจารีหิ สาธรณโภคี นี้ เป็นลักษณะของภิกษุ
ผู้บริโภคทั่วไป. ภิกษุได้ลาภใด ๆ อันประณีตให้ลาภนั้น แก่พวกคฤหัสถ์โดยมุข
คือการต่อลาภด้วยลาภก็หามิได้ บริโภคด้วยตนเองก็หามิได้. เมื่อรับก็ถือว่าจง ทั่วไปกับสงฆ์ เห็นลาภที่เขาเคาะระฆังแล้วบริโภคเหมือนของสงฆ์. ถามว่า ใคร ๆบำเพ็ญ ใครไม่บำเพ็ญสาราณียธรรมนี้. ตอบว่า ภิกษุผู้ทุศีลไม่บำเพ็ญ. เพราะภิกษุผู้มีศีลไม่ยอมรับของๆ ภิกษุนั้น. ส่วนภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์ บำเพ็ญ
วัตรไม่ขาด. วัตรในข้อนั้นมีอุทาหรณ์ดั่งนี้
เรื่อง สารณียธรรมแตก
ก็ภิกษุใด เจาะจงให้แก่มารดาบิดาหรืออาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นต้น ภิกษุนั้นย่อมให้สิ่งที่ควรให้ ภิกษุนั้นไม่มีสาราณียธรรม ชื่อว่าปฏิบัติด้วย
ความกังวล. จริงอยู่สาราณียธรรมย่อมควรแก่บุคคลผู้พ้นความกังวลเท่านั้น.
ก็ภิกษุนั้นเมื่อให้เจาะจงพึงให้แก่ภิกษุไข้ ภิกษุพยาบาลภิกษุไข้แก่ภิกษุผู้จรมา ภิกษุผู้เตรียมจะไปและภิกษุบวชใหม่ ผู้ไม่รู้การรับสังฆาฏิและบาตร. ควรให้ แก่ชนเหล่านั้น ส่วนที่เหลือไม่ให้น้อย ๆ ตั้งแต่เถรอาสน์ แล้วพึงให้เท่าที่
ภิกษุจะรับได้. เมื่อส่วนที่เหลือไม่มี ไปเที่ยวบิณฑบาตอีก ให้สิ่งที่ประณีต ๆ
ตั้งแต่เถรอาสน์ แล้วบริโภคส่วนที่เหลือ. ไม่ควรให้แก่ภิกษุทุศีลเพราะพระ- บาลีว่า สีลวนฺเตหิ ดังนี้. ก็สาราณียธรรมนี้ บำเพ็ญยากสำหรับบริษัทผู้ยัง