แห่งธรรมนั้น ด้วยประการใด คือธรรมย่อมเป็นธรรม อธรรมย่อมเป็นอธรรม วินัยย่อมเป็นวินัย และอวินัยย่อมเป็นอวินัย. ในบทว่า ตถา ตํ นี้ ความว่า อธิกรณ์นั้น พึงระงับโดยประการนั้น. ในบทว่า เอกจฺจานํ อธิกรณานํ ดังนี้ ในที่นี้ทรงแสดงเฉพาะวิวาทาธิกรณ์ไว้อย่างเดียว ส่วนสัมมุขาวินัยย่อมไม่ได้ ในอธิกรณ์ไร ๆ หามิได้.
ก็วิวาทาธิกรณ์นี้นั้น เพราะเหตุที่ระงับด้วยสมถะ ๒ อย่าง คือ สัมมุขาวินัยและเยภุยยสิกา ฉะนั้น ในบัดนี้ แม้เมื่อถึงวาระของสติวินัย ตาม ลำดับหัวข้อที่วางไว้ในหนหลัง พระผู้มีพระภาคเจ้าก็จะไม่ตรัสถึงสติวินัยนั้น เมื่อจะทรงแสดงสมถะที่สองของวิวาทาธิกรณ์นั้นแหละก่อน จึงตรัสว่า กถญฺ- จานนฺท เยภฺยยสิกา ดังนี้เป็นต้น. ในพระดำรัสนั้น บทว่า พหุตรา คือ อย่างต่ำเกินกว่า ๒, ๓ สมถะ. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในหนหลัง.
บัดนี้ เพื่อจะตรัสสมถะที่เหลือจากสมถะที่พิสดารแล้ว ให้พิสดารไป ตามลำดับ ตั้งแต่สติวินัยที่ยังมิได้ตรัสให้พิสดารเป็นต้นไป จึงตรัสพระดำรัสว่า กถญฺจนนิท สติวินโย ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า ปาราชิกสามนฺเตน ความว่าใกล้เคียงมี ๒ คือ ใกล้เคียงขันธะ (กองอาบัติ) ๑ ใกล้เคียงตัวอาบัติ ๑ บรรดาใกล้เคียง ๒ อย่างนั้น ใกล้เคียงส่วนหลังของ กองอาบัติส่วนหน้าอย่างนี้ คือ ปาราชิกาปัตติขันธ์ สังฆาทิเสสาปัตติขันธ์ ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฎ และทุพภาสิตาปัตติขันธ์ ชื่อว่า
ใกล้เคียงขันธ์. ใกล้เคียงอันนี้ คือ ในส่วนเบื้องแรกของปฐมปาราชิก
เป็นทุกกฎ สำหรับที่เหลือเป็น ถุลลัจจัย ชื่อว่า ใกล้เคียงอาบัติ. ในบรรดา ใกล้เคียงนั้น ชื่อว่า ครุกาบัติ ย่อมมีในใกล้เคียงขันธ์ หรือในใกล้เคียง
ปาราชิก. บทว่า สรตายสฺมา ตัดบทเป็น สรตุ อายสฺมา (แปลว่าท่าน