บทว่า ยสสฺสี แปลว่า พรั่งพร้อมด้วยบริวาร.
บทว่า อปฺปญฺาตา ได้แก่ ย่อมไม่ปรากฏในท่ามกลางสงฆ์เป็น ต้น เหมือนลูกศรที่ยิงไปในเวลากลางคืน.
บทว่า อปฺเปสกฺขา แปลว่า มีบริวารน้อย.
บทว่า อารญฺิโก คือ สมาทานธุดงค์มีอยู่ในป่าเป็นวัตร. แม้ใน
ธุดงค์ที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้นั่นแล. ก็ในบาลีพระสูตรนี้ธุดงค์มา ๙ ข้อเท่านั้น.
แต่โดยพิสดารธุดงค์นี้มี ๑๓ ข้อ . ในบรรดาธุดงค์ ๑๓ นั้น ธุดงค์ที่ควรจะพูด ถึงทั้งหมดนั้นได้พูดไว้แล้วในธุดงคนิทเทสในวิสุทธิมรรคโดยอาการทั้งปวง.
ในบทว่า อตมฺมยตา ตัณหา เรียกว่า ตมฺมยตา อธิบายว่า ความ เป็นผู้ไม่มีตัณหา.
บทว่า อตมฺมยตํ เจว อนฺตรํ กริตฺวา ความว่า ทำความเป็น ผู้ไม่มีตัณหานั่นแลให้เป็นเหตุ หรือกระทำไว้ในภายใน อธิบายว่า ให้เกิด ขึ้นในจิต.
พึงทราบวินิจฉัยในนิโรธวาระต่อไป ก็เพราะเหตุที่พระอนาคามีและ พระขีณาสพทั้งหลายย่อมเข้า(นิโรธ) สมาบัตินั้นได้ ส่วนปุถุชนไม่มีสมาบัตินั้น เพราะฉะนั้นวาระที่ว่าด้วยอสัตบุรุษจึงละไว้ (ไม่พูดถึง).
บทว่า น กิญฺจิ มญฺติ ได้แก่ ย่อมไม่สำคัญบุคคลไร ๆ ด้วย ความสำคัญ ๓ ประการ.
บทว่า น กุหิญฺจิ มญฺติ ได้แก่ ย่อมไม่สำคัญในโอกาสไร ๆ.
บทว่า น เกนจิ มญฺติ ได้แก่ ย่อมไม่สำคัญบุคคลนั้นแม้ด้วย วัตถุไร ๆ. คำที่เหลือในที่ทุกแห่งง่ายทั้งนั้นแล.