บทว่า อภิญฺา เทสิตา ความว่า (เรา) นั่งที่โคนไม้มหาโพธิ์
กระทำให้ประจักษ์แล้วประกาศให้รู้. บทว่า ปฏิสฺสยมานรูปา วิหรนฺติ
คือ เข้าไปอาศัยอยู่. ด้วยคำว่า ภควโต อจฺจเยน ดังนี้ ท่านพระอานนท์ กล่าวว่า บัดนี้ ภิกษุทั้งหลาย กระทำพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เป็นเชษฐบุคคล
มีความเคารพอยู่. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะพระองค์เป็นผู้มีพระเดชกล้า
เพราะทรงเป็นผู้ที่ใคร ๆ เข้าเฝ้าได้ยาก ภิกษุทั้งหลาย ย่อมไม่อาจก่อความวิวาท ให้เกิดขึ้น แต่เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าล่วงไปแล้ว พึงก่อวิวาทนั้นให้เกิดขึ้น. เมื่อจะทรงแสดงเหตุที่ทำความวิวาทนั้นให้เกิด จึงตรัสว่า อชฺฌาชีเว วา อธิปาฏิโมกฺเข วา. ในบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌาชีเว ได้แก่ เพราะ เหตุแห่งอาชีวะ หรือ เพราะเหตุแห่งการเลี้ยงชีพ. สิกขาบท ๖ ที่ทรงบัญญัติ ไว้ในคัมภีร์ปริวารโดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม ต้อง อาบัติปาราชิก ดังนี้ เว้นสิกขาบท ๖ เหล่านั้นเสีย สิกขาบททั้งมวลที่เหลือชื่อ
ว่าปาติโมกข์อันยิ่ง. บทว่า อปฺปมตฺตโก โส อานนฺท ความว่า ธรรมดาว่า
ความวิวาทที่เกิดขึ้น เพราะปรารภอาชีวะอันยิ่ง และปาติโมกข์อันยิ่ง ก็เพราะ เหตุที่เป็นของละได้ง่าย เพราะกำหนดด้วยถ้อยคำของคนอื่นบ้าง ด้วยธรรมดา ของตนบ้าง ฉะนั้นจึงตรัสว่า เล็กน้อย. ในบทว่า เล็กน้อยนั้น มีนัยดัง
ต่อไปนี้. ภิกษุบางรูปในพระศาสนานี้คิดเป็นต้นว่า ผู้ไม่อวดอุตตริมนุสสธรรม
ไม่อาจได้อะไร ๆ ดังนี้ เพราะเหตุอาชีวะ เพราะการเลี้ยงชีพ จึงพูดอวด อุตตริมนุสสธรรมบ้าง เที่ยวชักสื่อบ้าง ทำการพูดเลียบเคียงโดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุใดอยู่ในวิหารของท่าน ภิกษุนั้นเป็นพระอรหันต์ ดังนี้บ้าง ไม่เป็นไข้ ขอบิณฑบาตอันประณีต เพื่อประโยชน์ตนมาบริโภคบ้าง ก็หรือว่า ภิกษุณี ขอบิณฑบาตอันประณีตเหล่านั้น ย่อมต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ภิกษุรูปใดรูป หนึ่ง ทำการขอแกงและข้าวสุกอย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นวัตถุแห่งอาบัติทุกกฏ