บทว่า นิจฺจโต อุปคจฺเฉยฺย คือ พึงยึดถือว่าเที่ยง.
บทว่า เนตํ านํ วิชฺชติ ได้แก่ เหตุนั้นไม่มี คือ จัดเข้าไม่ได้.
บทว่า ยํ ปุถุชฺชโน ได้แก่ เพราะเหตุใด ปุถุชน.
บทว่า านเมตํ วิชฺชติ ได้แก่ เหตุนั้นมีอยู่. อธิบายว่า แท้ จริงบุคคลนั้นพึงยึดสังขารอะไร ๆ ในบรรดาสังขารที่เป็นไปในภูมิ ๓ โดย ความเป็นของเที่ยง ด้วยสัสสตทิฏฐิ.
แม้ในบทว่า กิญฺจิ สงฺขารํ สุขโต เป็นต้น ก็พึงทราบความ หมายโดยนัยนี้ว่า ก็สังขารทั้งหลาย้อนเป็นไปในภูมิที่ ๔ (โลกุตรภูมิ) ย่อม ไม่เป็นอารมณ์ของทิฏฐิ หรือของอกุศลทั้งหลายอื่น เหมือนก้อนเหล็กที่ร้อน ระอุด้วยอำนาจความร้อนที่ร้อนระอุขึ้นเป็นต้น ย่อมไม่เป็นที่ติดใจของพวก แมลงวันฉะนั้น.
บทว่า สุขโต อุปคจฺเฉยฺย นี้ ตรัสหมายเอาความยึดถือว่าเป็น สุขด้วยอำนาจอัตตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตน) อย่างนี้ว่า อัตตาเป็นสภาวะ ที่มีสุขโดยส่วนเดียว ไม่มีโรค เบื้องหน้าแต่ตายไป ดังนี้เป็นต้น. ก็พระ อริยสาวกเข้าไปยึดถือสังขารอย่างหนึ่งว่าเป็นสุข ด้วยจิตที่เป็นทิฏฐิวิปปยุต เปรียบเหมือนช้างตัวตกมันถูกความเร่าร้อนครอบงำ มีความเย็นเหลืออยู่น้อย เพื่อระงับความเร่าร้อนจึงวิ่งเข้าอาศัยกองคูถและเปรียบเหมือนโปกขรพราหมณ์
วิ่งเข้าอาศัยกองคูถฉะนั้น. ในวาระที่ว่าด้วยเรื่องตน๑ ไม่ตรัสว่า สังขาร
ตรัสว่า ธรรมไร ๆ ดังนี้ เพื่อจะรวมเอาบัญญัติมีกสิณเป็นต้นเข้าไว้ด้วย. แม้ ในที่นี้ (คือพระสูตรนี้ ) พึงทราบความหมายที่เนื่องด้วยสังขารอันเป็นไปใน ภูมิ ๔ สำหรับพระอริยสาวก. ที่เนื่องด้วยสังขาร อันเป็นไปในภูมิ ๓ เท่านั้น
สำหรับปุถุชน. อีกอย่างหนึ่ง ในวาระทั้งปวง การกำหนดด้วยอำนาจสังขาร
๑. ฉบับพม่าเป็น อตฺตวาเร แปลตามฉบับพม่า.