ในบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมุนา ได้แก่ด้วยเจตนากรรมอันทำให้เกิด
การงานทางกสิกรรมเป็นต้น. บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาททสฺสา ได้แก่ บัณฑิต
ทั้งหลายเห็นปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้ว่า บุคคลเป็นอย่างนี้ด้วยปัจจัยนี้ ดังนี้. บทว่า กมฺมวิปากโกวิทา ฉลาดในกรรมและวิบาก ได้แก่ฉลาดในกรรม และวิบากอย่างนี้ว่า เป็นผู้เกิดในตระกูลอันไม่ควรยกย่องและดูหมิ่นด้วย อำนาจกรรม แม้เกิดเป็นอย่างอื่น ก็เป็นในเพราะกรรมเลวและประณีตให้ผล
เพราะความเลวและความประณีต. ก็ด้วยคาถาว่า กมฺมุนา วตฺตตี หมู่สัตว์
อันเป็นไปเพราะกรรม มีความเป็นอย่างเดียวกันว่า สัตวโลก หมู่สัตว์ หรือ สัตว์นั่นเอง แต่ต่างกันเพียงคำพูดเท่านั้น. อนึ่ง ในบทว่า กมฺมุนา วตฺตตี นี้ พึงทราบการปฏิเสธด้วยทิฏฐินี้ด้วยบทก่อนว่า อตฺถิ พฺรหฺมา มหาพฺรหฺมา ฯเปฯ เสฏฺโ สชฺชิตา วสี ปิตา ภูตภพฺยานํ พรหม มหาพรหมมีอยู่ ฯลฯ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้สร้าง เป็นผู้มีอำนาจ เป็นผู้ควรแก่ความเจริญ
งอกงาม. จริงอยู่ โลกย่อมเป็นไปเพราะกรรม คือย่อมเกิดในคติทั้งหลายนั้น ๆ
โลกนั้นไม่มีใครสร้าง. ด้วยบทที่สองท่านแสดงว่า โลกแม้เกิดขึ้นด้วยกรรม
อย่างนี้ แม้ในการเป็นไปก็ย่อมเป็นไปด้วยกรรมในอดีตและปัจจุบัน เสวยสุข และทุกข์ถึงความเลวและประณีตเป็นต้น ย่อมเป็นไป. ด้วยบทที่สามท่านแสดง สรุปความนั้น แม้โดยประการทั้งปวงอย่างนี้ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่อง ผูกพัน ย่อมเป็นไปติดอยู่กับกรรมนั่นเอง มิใช่ด้วยอย่างอื่น. ด้วยบทที่สี่ท่าน
แสดงความนั้นด้วยอุปมา. บทว่า รถสฺสาณีว ยายโต เหมือนสลักรถที่แล่น
ไปอยู่ กรรมชื่อว่าเป็นเครื่องผูกพันเพราะความเกิดขึ้น และเพราะความเป็นไป ของโลก มิใช่ไม่มีเครื่องผูกพันเกิดขึ้นคือเป็นไปไม่ได้ เหมือนสลักเป็นเครื่อง